วันศุกร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2557

บทที่ 11 ไล่ล่า



11

ไล่ล่า
แสงสีทองจากดวงอาทิตย์ยามอรุณรุ่ง ปลุกชีวิตของสัตว์น้อยใหญ่ภายในป่าให้กลับมีชีวิตชีวาขึ้นมาอีกครั้ง สัตว์ขนฟูตัวน้อยอย่างกระรอกโผล่หัวเล็กๆของมันออกมาจากที่ซ่อน ตากลมโตใสแจ๋วมองไปรอบๆอย่างระวังภัยก่อนกระโดดออกมายืนอยู่บนกิ่งไม้และเริ่มต้นสะบัดแข้งสะบัดขาคล้ายขับไล่ความเมื่อยล้าจากการนอนคุดคู้มาทั้งคืน ไม่ไกลจากตัวของมันนัก ตรงปลายกิ่ง นกน้อยสองตัวกำลังผลัดกันไซ้ขน และโบกปีกไปมาดุจเตรียมความพร้อมก่อนโผบิน แต่แล้วความสงบสุขทั้งหลายก็ถูกทำลายลงด้วยเสียงกึงกังจากเกวียนคันใหญ่และม้าหลายตัว
“เฮ้ย!พวกแกน่ะ เร่งม้าให้มันเร็วกว่านี้หน่อยจะได้ไหม” ชายวัยฉกรรจ์หนวดเครารุงรังร่างสูงกำยำหันไปตะคอกพวกที่กำลังควบม้าตามมาติดๆ
“พวกเรามาไกลกันขนาดนี้แล้ว ไม่ต้องกังวลไปหรอกน่า ฮักเบิร์ต” เสียงคนที่ควบม้าตีคู่มาด้วยกันเอ่ยเตือน แต่ชายที่มีชื่อว่าฮักเบิร์ตกลับนิ่วหน้า
“มันก็ใช่ แต่ฉันกลัวว่าเจ้าพวกนั้นจะตามมาทัน”
“พวกสารวัตรทหารน่ะเหรอ” อีกฝ่ายพูดและเปล่งเสียงหัวเราะออกมาดังๆ “เจ้าหน้าโง่พวกนั้นคงยังไม่รู้หรอกว่ามีอะไรหายไปบ้าง”
“อย่าประมาทเกินไปนัก ฟอร์คเกอร์” ฮักเบิร์ตพูดพลางมองชายหน้าเสี้ยม รูปร่างผอมสูงที่กำลังควบม้าอยู่ข้างๆอย่างไม่ชอบใจนัก “ฉันได้ยินมาว่าไนล์กำลังจับตามองพวกเราอยู่”
“ไนล์?” ฟอร์คเกอร์ทวนชื่อและกลั้วหัวเราะในลำคอ “เจ้างั่งนั่นดีแต่สอพลอพวกขุนนาง ไม่มีสมองจริงๆหรอก”
ฮักเบิร์ตชำเลืองตามองเพื่อน ใจนึกค้านว่า หากดอร์ค ไนล์ เป็นพวกไร้สมองจริงคงไม่ก้าวขึ้นไปอยู่ในตำแหน่งระดับผู้บัญชาการกองสารวัตรทหารแน่ และไอ้ตำแหน่งที่ว่านี่แหละเป็นตัวบังคับให้เขาต้องทำเหมือนคนไม่เอาถ่าน เพราะเท่าที่รู้มา นิสัยโดยเนื้อแท้ของเจ้าผบ.หน้าปลาจวดคนนี้มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่สูง และเป็นห่วงเป็นใยประชาชนไม่ต่างไปจากผบ.ของกองกำลังรักษาการณ์หรือผบ.หน่วยสำรวจเท่าใดนัก ที่บางครั้งเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ก็เพื่อเอาใจเหล่าบรรดาขุนนางกับผู้ทรงอิทธิพลไม่ให้ก้าวก่ายล้ำเส้นจนเป็นที่เดือดร้อนต่อคนทั่วไป
“ว่าแต่ มีคนติดต่อสินค้าคราวนี้แล้วหรือยัง” เสียงฟอร์คเกอร์เป่าความคิดทั้งหลายออกจากหัวของฮักเบิร์ต เขาส่ายหน้าช้าๆพลางชำเลืองตาข้ามไหล่ของตัวเองไปยังเกวียนที่วิ่งตามมา
“ยัง”
“งั้นเราก็เสียแรงเปล่าน่ะสิ” ฟอร์คเกอร์โวยพร้อมกับกระแทกลมหายใจออกมาอย่างหงุดหงิด “เฮอะ! เจ้าฟาเบียนงี่เง่า เร่งให้เราเข้าไปเอาของทั้งที่ไม่มีลูกค้าเลยสักคน”
“นายจะบ่นหาสวรรค์วิมานอะไร ฟอร์คเกอร์” ฮักเบิร์ตดุเพื่อนด้วยความรำคาญ “ที่ฟาเบียนเร่งพวกเราเพราะมีข่าวว่าพวกหน่วยสำรวจเตรียมออกนอกกำแพงอีกครั้ง”
“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับพวกเรา” ฟอร์คเกอร์ถาม อีกฝ่ายมุ่นคิ้วเหมือนเบื่อหน่ายกับความไร้ปัญญาของเพื่อน
“หัดใช้สมองคิดหน่อยได้ไหม ทุกครั้งที่พวกหน่วยสำรวจออกนอกกำแพง จะมีการเบิกเครื่องเคลื่อนย้ายสามมิติอีกจำนวนหนึ่งเพื่อใช้เป็นเครื่องสำรอง ซึ่งในบางครั้งจะมีการโอนย้ายจากกองสารวัตรทหารหรือกองกำลังรักษาการณ์ เป็นโอกาสให้ฟาเบียนสวมรอยแจ้งยอดที่ลักลอบออกมาปนเข้าไปด้วย”
“แล้วไม่มีใครรู้เหรอ”
“หัวหน้าหน่วยเป็นคนแจ้งยอดเอง ใครมันจะไปกล้าตรวจสอบกันวะ”
ฮักเบิร์ตตอบอย่างรำคาญเต็มแก่ ฟอร์คเกอร์ขมวดคิ้วคิดตาม ทั้งที่ไม่ค่อยเข้าใจนักเขาก็ยังอุตส่าห์พยักหน้าเหมือนรู้ทุกสิ่งที่เพื่อนกล่าวออกมา
“เข้าใจล่ะ” พูดพลางหันไปมองเกวียนบรรทุกเครื่องเคลื่อนย้ายสามมิติอย่างกังวล “แต่ระหว่างนี้จะเอายังไงกันดี ไหนจะที่ซ่อนของพวกเรา ไหนจะที่หมกไอ้เครื่องบ้าๆตั้งสามสิบอัน” เขาหยุดชะงักและเบิกตาโพลงเหมือนนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้
“จริงสิ ฉันจำได้ว่ามีปราสาทร้างอยู่แถวนี้ เราไปซ่อนกันที่นั่นดีไหม”
“ไม่ได้” ฮักเบิร์ตค้านแทบจะทันที ฟอร์คเกอร์นิ่วหน้า
“ทำไม”
“ที่นั่นเคยเป็นศูนย์บัญชาการของหน่วยสำรวจมาก่อน ถึงจะถูกปล่อยร้างมานานแต่ก็มีข่าวแว่วมาว่ายังมีทหารบางกลุ่มใช้เป็นที่พักตอนลาดตระเวน”    
“งั้นก็ยิ่งดีเข้าไปใหญ่ เราจะได้ปาดคอพวกมันแล้วยึดอุปกรณ์นั่นมาซะ”
ฟอร์คเกอร์พูดออกมาอย่างย่ามใจ แต่ฮักเบิร์ตกลับโพล่งออกมาอย่างเหลืออด
“คิดอะไรโง่ๆ ! หน่วยสำรวจไม่กระจอกเหมือนพวกสารวัตรทหาร ขืนไปแตะต้องพวกมัน แกเองนั่นแหละที่จะเป็นฝ่ายโดนเชือด!
น้ำเสียงเกรี้ยวกราดของเพื่อนร่วมก๊วนทำให้ฟอร์คเกอร์ต้องแอบกลืนน้ำลายด้วยความกลัว เพราะฮักเบิร์ตเป็นพวกพูดน้อยก็จริงแต่ถ้าได้ยินอะไรไมเข้าหูหรือโกรธขึ้นมา พวกเขาอาจโดนฆ่าเอาง่ายๆ
“แค่พูดเล่นสนุกแก้เบื่อเท่านั้น ไม่เห็นต้องโมโหอะไรเลย” เสียงพูดอุบอิบจนแทบไม่หลุดจากปาก กระนั้นอีกฝ่ายยังได้ยิน
“เก็บคำพูดของแกไว้ให้พวกหมาจิ้งจอกเถอะ” ฮักเบิร์ตประชดพลางเงยหน้าขึ้นมองดวงอาทิตย์ที่กำลังเลื่อนสูงขึ้นด้วยสายตากังวล “ใกล้เที่ยงแล้วพวกเรายังไปไม่ถึงไหนเลย”
เขาหันไปทางฟอร์คเกอร์ “เร่งพวกขี้เกียจให้เร็วขึ้น เราต้องไปถึงที่พักก่อนค่ำ”
ฟอร์คเกอร์หันไปทางด้านหลัง มองเกวียนที่กำลังกระเด้งกระดอนไปตามความขรุขระของถนนสายเก่าอย่างวิตก
“แต่ถ้าเร็วกว่านี้ เกวียนมันจะไม่ไหวเอานา”
“แต่ถ้าขืนพวกแกยังช้าอยู่แบบนี้ มีหวังได้เจอพวกหน่วยสำรวจแน่” ฮักเบิร์ตตะคอกพร้อมกับกวาดสายตาไปรอบตัวอย่างระแวดระวัง กิริยานั่นเองที่ทำให้ฟอร์คเกอร์นึกเฉลียวใจขึ้นมา
“อย่าบอกนะว่า”
“ใช่” ฮักเบิร์ตพูดอย่างเคร่งขรึม “ป่าแถบนี้อยู่ในความรับผิดชอบของพวกมัน” ตาสีฟ้าแข็งกร้าวเลื่อนไปยังทิศทางที่ตั้งของปราสาทพลางนึกภาวนาในใจให้สถานที่แห่งนั้นยังคงร้างไร้ผู้คนก่อนตะโกนย้ำให้บรรดาลูกสมุนเพิ่มความเร็วในการเดินทาง
ไม่ไกลจากเส้นทางที่พวกโจรใช้มากนัก กุนเทอร์กับเอลโด้พยายามเร้นตัวกับต้นไม้อย่างระมัดระวังเพื่อมิให้เป้าหมายรู้ว่าถูกเฝ้ามอง อันที่จริงตอนที่ออกจากปราสาท ทั้งสองตั้งใจว่าจะลาดตระเวนรอบป่าเพื่อหาร่องรอยก่อนแต่ระหว่างทางกลับเจอกับคนกลุ่มนี้ ลางสังหรณ์บางอย่างบอกให้ทั้งคู่สะกดรอยตามพวกมันในทันที แม้ฮักเบิร์ตจะมีความระแวดระวังมากเพียงใด ก็ใช้ได้กับทหารกองสารวัตรทหารที่อ่อนด้อยประสบการณ์การต่อสู้เท่านั้น แต่สำหรับผู้ช่ำชองการรบอย่างหน่วยสำรวจแล้ว ความเก่งกาจของเขากลับไร้ความหมายไปอย่างสิ้นเชิง ความชำนาญในการใช้เครื่องเคลื่อนย้ายสามมิติของกุนเทอร์กับเอลโด้ นอกจากจะไปได้อย่างรวดเร็วแล้วยังเงียบกริบ แม้บางครั้งทั้งคู่จะอยู่ประชิดเกวียนชนิดใกล้แค่เอื้อม พวกโจรก็ยังไม่สำเหนียกเลยสักนิดว่าโดนติดตาม
เมื่อถึงเวลาเที่ยงวัน ฮักเบิร์ตจึงสั่งให้ลูกน้องหยุดพัก ระหว่างที่คนด้านล่างกำลังนั่งกินอาหาร     กุนเทอร์และเอลโด้จึงนั่งปรึกษากันบนต้นไม้ ห่างเกินระยะสายตาของพวกโจร
“เอาไงดี” เอลโด้ตั้งคำถาม “จะตามพวกมันไปเรื่อยๆ หรือกลับไปบอกหัวหน้า”
“ฉันอยากตามพวกมันไปจนถึงที่ซ่อน” กุนเทอร์ตอบพร้อมกับลูบคางตัวเองระหว่างใช้ความคิด “แต่ถ้าทำแบบนั้นเราก็จะขาดการติดต่อกับหัวหน้า ถ้ามัวย้อนกลับไปปราสาท เราก็จะคลาดกับพวกมัน”
“งั้นเราควรแยกกัน นายกลับไปปราสาท ฉันจะตามโจรพวกนี้เอง”
“แต่มันอันตรายเกินไป” กุนเทอร์แย้ง เอลโด้ส่ายหน้า
“ถ้าเทียบกับตอนสู้กับพวกไททันแล้ว เจ้าพวกนี้จัดการง่ายกว่ามาก”
กุนเทอร์ส่ายหน้าอย่างไม่เห็นด้วย “พวกไททันไม่มีสมองกับปืน แต่โจรพวกนี้มีทั้งสองอย่าง ถ้าพวกมันรู้คงไม่ปล่อยนายเอาไว้แน่”
“ก็อย่าให้พวกมันรู้สิ” เอลโด้แย้งด้วยน้ำเสียงที่ทำให้ดูเหมือนเป็นเรื่องสนุก พลางหันไปมองคนด้านล่างซึ่งดูเหมือนจะกินอาหารกันเสร็จหมดแล้วและเตรียมตัวเดินทางต่อ “อย่ามัวแต่โอ้เอ้อยู่เลย รีบไปรายงานเรื่องนี้กับหัวหน้าเร็วๆดีกว่า”
“เอางั้นก็ได้” กุนเทอร์ผงกศีรษะ “แต่จะรู้ได้ยังไงว่าต้องตามนายไปทางไหน”
“ฉันจะทำเครื่องหมายเอาไว้บนต้นไม้” พูดพลางวาดมือเป็นรูปกากบาท “เหมือนตอนที่เราเชือดพวกไททัน” 
“ตกลง” กุนเทอร์พูดพลางตบบ่าเพื่อน “ระวังตัวให้ดีล่ะ”
“นายก็ด้วย” เอลโด้ตอบ ทั้งคู่มองกลุ่มโจรซึ่งตอนนี้ขึ้นไปนั่งบนหลังม้ากันหมดทุกคนแล้ว เมื่อได้จังหวะเหมาะกุนเทอร์ก็แยกตัวจากเอลโด้ มุ่งหน้ากลับไปยังปราสาท ซึ่งเมื่อไปถึงเขาก็รีบรายงานรีไวถึงเรื่องที่เกิดขึ้น พอฟังจบหัวหน้าทหารสุดแกร่งก็หันไปสั่งให้เพตร้าและออรูโอ้เตรียมตัวเดินทาง
“แล้วเอเลนล่ะคะ” หญิงสาวเอ่ยถาม เพราะเห็นว่าหัวหน้าของเธอไม่ยอมเปิดเผยเรื่องนี้ให้เด็กหนุ่มได้รู้ รีไวจึงลุกขึ้นพร้อมกับตอบสั้นๆ
“ฉันจะบอกเขาเอง” หยุดชะงักเล็กน้อยก่อนหันไปถามเพตร้า “ตอนนี้เจ้าเด็กนั่นอยู่ที่ไหน”
“กวาดใบไม้อยู่ตรงลานหินหน้าปราสาทค่ะ”
เมื่อได้ยินคำตอบ รีไวก็เดินออกจากห้องตรงไปยังลานหินและพบคนที่กำลังตามหากำลังกวาดพื้นอย่างขะมักเขม้น  ตอนแรกชายหนุ่มตั้งใจเอ่ยเรียกแต่พอเห็นเอเลนกำลังก้มหน้าง่วนอยู่กับการทำความสะอาดแล้ว เขากลับชะงักค้างยืนนิ่งพูดอะไรไม่ออก
แม้จะดูเหน็ดเหนื่อย แต่ใบหน้าเกลี้ยงเกลานั้นก็ไม่ได้ลดความงามลงเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม แก้มทั้งสองข้างยังระเรื่อด้วยสีชมพูอ่อนรับกับริมฝีปากบาง ผมสีน้ำตาลละเอียดพลิ้วไปมาอย่างเป็นธรรมชาติตามการเคลื่อนไหว ยิ่งเสริมกับดวงตาสีเขียวที่ฉายความเศร้าออกมาจางๆด้วยแล้ว เจ้าเด็กเหลือขอนี่ยิ่งสวยบาดจิตกระตุ้นให้ร่างกายของรีไวเกิดอาการปั่นป่วนขึ้นมา เขารีบสะบัดหน้าแรงๆเพื่อไล่ความรู้สึกแปลกๆที่กำลังแผ่ซ่านไปทั่วร่างก่อนเอ่ยเรียก
“โฮ่ย เอเลน”
“ครับ” เด็กหนุ่มขานรับพร้อมกับวิ่งเข้าไปหา “มีอะไรหรือครับหัวหน้า”
“เราจะออกลาดตระเวน” รีไวตอบสั้นๆ คิ้วสีน้ำตาลเข้มของเอเลนเลิกสูงด้วยความแปลกใจ
“ตอนนี้เหรอครับ ทำไม....”
“เลิกตั้งคำถามน่ารำคาญซะทีแล้วไปเตรียมตัวเดี๋ยวนี้” หัวหน้าร่างเตี้ยตัดบทและกำชับสั้นๆเมื่อเห็นเด็กหนุ่มยังคงยืนนิ่ง “ให้ไว!
“ครับ” 
เอเลนรับคำหนักแน่น ก่อนหมุนตัววิ่งกลับเข้าไปในปราสาทเพื่อเตรียมเครื่องเคลื่อนย้ายสามมิติ ถึงยังนึกน้อยใจกับท่าทีเย็นชาของหัวหน้าเมื่อคืน แต่พออีกฝ่ายเข้ามาออกคำสั่งด้วยตัวเองแบบนี้ก็ยังอดรู้สึกใจเต้นไม่ได้ กระนั้นก็ยังคงตั้งแง่ในเรื่องการปฏิบัติตนว่านอกเหนือจากหน้าที่ของทหารที่ต้องทำตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาแล้ว เขาจะไม่เข้ายอมเข้าใกล้หัวหน้าทหารเจ้าอารมณ์คนนี้อีกเลย
ใช้เวลาไม่นานสำหรับการแต่งตัว เมื่อออกไปนอกปราสาทอีกครั้งเด็กหนุ่มจึงพบว่าทุกคนกำลังนั่งรออยู่บนหลังม้า ออรูโอ้มองเขาด้วยสีหน้าที่แสดงออกถึงความหงุดหงิดในขณะที่เพตร้าขยับปากเป็นเชิงบอก เร็วๆ พลางส่งบังเหียนม้าที่สวมอานเรียบร้อยแล้วให้ เอเลนยื่นมือไปรับพร้อมกับกล่าวคำขอบคุณ ดวงตาเหลือบไปทางรีไวโดยไม่ได้ตั้งใจ พอเห็นดวงตาสีเทาวาววับกำลังจ้องอย่างตำหนิ เขาก็รีบเหวี่ยงตัวขึ้นไปนั่งบนหลังม้าและพูดออกมาเบาๆ
“ขอโทษครับ”
“อย่ามัวแต่โอ้เอ้ รีบไปกันได้แล้ว”
รีไวตัดบทและควบม้านำออกไปโดยออรูโอ้และเพตร้าตามไปติดๆ ปล่อยให้เอเลนที่ยังไม่ทันได้ตั้งตัววิ่งรั้งท้าย ควบม้าตามไปได้สักระยะ เด็กหนุ่มก็ได้ยินเสียงร้องเตือนจากหัวหน้า
“เคยบอกแล้วไม่ใช่หรือว่า ห้ามแกช้ากว่าม้าสองตัวหลัง”
ไม่ต้องรอให้พูดซ้ำอีกครั้ง เอเลนเร่งม้าของตัวเองให้แซงออรูโอ้กับเพตร้า จนขึ้นไปตีคู่กับกุนเทอร์จากนั้นก็รักษาระยะห่างเอาไว้ ระหว่างนั้นเองเสียงออรูโอ้เปรยมาพอให้ได้ยินว่า
ชิ เจ้าเด็กใหม่
เอเลนไม่ได้สนใจรุ่นพี่ปากเสียคนนี้มากนักเพราะมัวแต่พะวงอยู่กับการบังคับม้าเพื่อให้วิ่งตามรีไวได้ทัน ระหว่างนั้นก็อดนึกแปลกใจไม่ได้ว่า เหตุใดการออกมาในครั้งนี้จึงดูรีบร้อนกว่าที่เคย
ถึงจะบอกว่าเป็นการลาดตระเวน แต่ความเร่งรีบผนวกกับพื้นที่ซึ่งไม่เคยได้รับอนุญาตให้ย่างกรายเข้ามาทำให้เอเลนเริ่มสงสัยแต่ก็ยังคงเก็บเงียบเอาไว้ไม่กล้าถาม กระทั่งทั้งสี่ล่วงลึกเข้าไปในป่าและรีไวออกคำสั่งให้กุนเทอร์เป็นฝ่ายวิ่งนำ เขาจึงหลุดปากถาม
“เราจะไปไหนกันหรือครับ”
รีไวไม่ตอบ อันที่จริงเขาไม่สนใจสิ่งที่เอเลนถามเลยด้วยซ้ำ เพราะดวงตาทั้งคู่จ้องเขม็งตรงไปยังกุนเทอร์เหมือนไม่ต้องการให้คลาดสายตา ถึงจะพอเข้าใจว่าทุกคนกำลังคร่ำเคร่งอยู่กับการทำงาน แต่ท่าทีอันเฉยชาของหัวหน้าและการนิ่งเงียบไม่ยอมปริปากบอกอะไรเลยสักนิดทำให้เด็กหนุ่มนึกน้อยใจ
ตกลงแล้วรีไวเห็นเขาเป็นอะไรกันแน่ สมาชิกคนหนึ่งของทีมหรือตัวประหลาดสำหรับหน่วยสำรวจ เพราะนอกจากการฝึกโดยวิธีลาดตระเวนกับแผนการเดินทัพอย่างคร่าวๆแล้ว เขาแทบไม่รู้จุดประสงค์หลักของงานในแต่ละครั้งเลยแม้แต่น้อย ถึงรุ่นพี่จะเข้ามาพูดคุยด้วยก็เหมือนเป็นการทักทายกันตามมารยาทมากกว่า โดยเฉพาะหัวหน้ารีไว ที่แม้บางครั้งจะแสดงความเห็นห่วงเป็นใยออกมาบ้าง แต่ก็แค่แวบเดียวเท่านั้น ซึ่งถ้าคิดกันตามจริงแล้วเหมือนเป็นการกระทำตามหน้าที่มากกว่า
งั้นที่เข้าใจว่าความอบอุ่นอ่อนโยนของหัวหน้ารีไวเป็นการกระทำจากความรัก ก็เป็นเพียงแค่การคิดไปเองฝ่ายเดียวสินะ เด็กหนุ่มนึกอย่างผิดหวัง ดวงตาสีเขียวร้อนผ่าวและเปียกชื้นเพราะน้ำอุ่นๆที่เริ่มปริ่มอยู่ตรงขอบ เอเลนรีบกัดปากตัวเองจนช้ำเพื่อต้องการให้ความเจ็บปวดช่วยบดบังความเสียใจ น้ำตาแห่งความเศร้าจะได้ไม่ไหลออกมา
“ถึงแล้วครับหัวหน้า” เสียงกุนเทอร์ดังขึ้นทำให้เด็กหนุ่มได้สติ เขารีบสูดลมหายใจเข้าเพื่อรวบรวมความคิดว้าวุ่นพร้อมกับดึงบังเหียนม้าให้หยุดก่อนจะหันไปมองรุ่นพี่ทุกคนกำลังเงยหน้าขึ้นจ้องต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ตรงหน้า แต่พอแหงนหน้าขึ้นมองตาม ร่างของรีไวก็ลอยละลิ่วขึ้นไปอยู่บนกิ่งไม้แล้ว
“มีเครื่องหมายจริงด้วย” เขาพึมพำพลางมองลงไปยังลานดินเบื้องล่าง คิ้วเรียวเข้มขมวดเข้าหากันเมื่อเห็นร่องรอยของม้าหลายตัวกับรอยเกวียนบนถนน กุนเทอร์ซึ่งตามขึ้นมาสมทบจึงรีบอธิบาย
“พวกมันพักตรงนี้อยู่ครู่ใหญ่และเดินทางต่อไปทางด้านนั้นครับ”
มือชี้ไปขณะพูด รีไวเลื่อนสายตามองตามก่อนจะลดกลับลงมาที่รอยล้อเกวียนอีกครั้ง
“รอยลึกขนาดนี้เกวียนคงหนักมาก สินค้าของมันคงเยอะพอดู”
“เห็นเจ้าคนที่ชื่อว่าฟอร์คเกอร์พูดว่ามีทั้งหมดสามสิบอัน” กุนเทอร์พูด รีไวพยักหน้าน้อยๆก่อนกวาดตามองไปทั่วบริเวณและหยุดกึกตรงต้นไม้อีกต้น ทุกคนต่างมองตามแต่ยังไม่ทันได้ถาม ร่างของหัวหน้าผู้แข็งแกร่งก็ถูกสลิงดึงไปยืนอยู่ต้นไม้นั้นแล้ว กุนเทอร์ ออรูโอ้และเพตร้ารีบเคลื่อนตัวตามไปอย่างรวดเร็วโดยมีเอเลนเป็นคนรั้งท้ายเหมือนเดิม
“นี่มัน” กุนเทอร์พึมพำมือแตะรอยบากรูปกากบาทที่ถูกจารึกไว้ในเนื้อไม้ “เครื่องหมายที่เอลโด้ทำไว้เพื่อบอกทาง”
 เขาดวงตาเลื่อนไปตามรอยเกวียนที่เลือนหายไปเพราะพื้นดินบางส่วนแข็งจนน้ำหนักของมันไม่อาจสร้างรอยกดเอาไว้ได้ส่วนปากก็ถาม “เอายังไงกันต่อดีครับหัวหน้า”
“ตามไปจนถึงที่ซุกหัวของพวกมัน” รีไวตอบอย่างเคร่งขรึมก่อนหันไปออกคำสั่งกับเพตร้า “ไปที่หน่วยสำรวจ บอกเอลวินว่าเราเจอรังของพวกโจรแล้วให้รีบส่งกำลังเสริมมารอไว้”
“ค่ะ” หญิงสาวรับคำและย้อนกลับไปที่ม้าจากนั้นก็ควบออกไป รีไวเฝ้ารอจนแน่ใจว่าเพตร้าพ้นไปจากบริเวณนั้นอย่างปลอดภัยแล้วจึงวกกลับมาที่เอเลน
“แกเฝ้าม้าอยู่ที่นี่”
“ทำไมกันครับ” เด็กหนุ่มถามพลางจ้องร่องรอยต่างๆบนพื้นด้านล่างรวมทั้งกากบาทบนต้นไม้ก่อนจะเลื่อนสายตากลับไปที่รีไวอีกครั้ง “นี่ไม่ใช่การลาดตระเวนธรรมดาใช่ไหมครับ”
“ไม่ใช่เรื่องที่แกต้องรู้” หัวหน้าทหารผู้แข็งแกร่งตัดบทและขยับตัวเพื่อตามรอยคนร้ายต่อแต่เอเลนคว้าแขนเขาเอาไว้
“หัวหน้ากำลังปิดบังอะไรอยู่ใช่ไหม ผมก็เป็นลูกน้องของคุณ เป็นทหารเหมือนกัน ย่อมมีสิทธิรู้เหมือนคนอื่นไม่ใช่หรือครับ” เด็กหนุ่มถามด้วยความโกรธ แต่ต้องเย็นสันหลังวาบเมื่อเห็นสายตาที่โกรธกว่าของรีไว เขารีบปล่อยแขนของอีกฝ่ายทันที “ขอโทษครับ”
“เพราะแกเป็นลูกน้องถึงต้องทำตามคำสั่ง” รีไวพูดเสียงกระด้าง “ฉันสั่งให้รอ แกก็ต้องอยู่ตรงนี้จนกว่าฉันจะกลับมา”
“แต่ว่า”
“ถ้าไม่พอใจก็กลับปราสาทไปซะแล้วก็เตรียมตัวไปหาฮันซี่ เพราะฉันเองก็เบื่อที่จะต้องมาคอยดูแลเด็กเหลือขออย่างแกเต็มทีแล้ว”
คำพูดตัดรอนอย่างไร้เยื่อใยทำให้เอเลนถึงกับสะอึก ดวงตาสีเขียวเบิกโพลงเพราะคิดไม่ถึงว่ารีไวจะพูดประโยคร้ายกาจแบบนี้ออกมา นั่นเองที่เด็กหนุ่มนึกได้ว่าไม่ควรถามออกไปแบบนั้น ครั้นจะกล่าวคำขอโทษก็หมดโอกาสเพราะสีหน้าขุ่นเคืองอย่างที่สุดของรีไว เตือนให้รู้ว่าเขาไม่ควรหลุดคำใดออกมาอีก เมื่อไม่อาจแก้ตัว เอเลนจึงยืนคอตก ก้มหน้าและเอ่ยปากรับคำด้วยเสียงที่เกือบจะเป็นสะอื้น
“ครับ ผมจะปฏิบัติตามที่หัวหน้าสั่งครับ”
ดวงตาวาววับอ่อนลงเล็กน้อยแต่ยังคงฉายความขุ่นใจออกมาจางๆ รีไวมองเด็กหนุ่มเหมือนต้องการให้แน่ใจว่าเขาจะทำตามที่พูดก่อนเลื่อนกลับไปยังกุนเทอร์และออรูโอ้พร้อมกับออกคำสั่ง
“ไปกันเถอะ”
สลิงของเครื่องเคลื่อนย้ายสามมิติดังขึ้นพร้อมกัน นำร่างของคนทั้งสองออกจากที่นั่น พุ่งหายเข้าไปในป่าภายในเวลาเพียงชั่วอึดใจ เอเลนมองตามด้วยความหงุดหงิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจำใจย้อนกลับไปยังจุดที่ทุกคนผูกม้าเอาไว้ พอเท้าเหยียบย่ำลงบนพื้นหญ้าเขาก็เดินกลับไปกลับมาด้วยรู้สึกทั้งโกรธและน้อยใจกับคำพูดทิ้งท้ายของรีไว
ถ้าไม่พอใจก็กลับปราสาทไปซะแล้วก็เตรียมตัวไปหาฮันซี่ เพราะฉันเองก็เบื่อที่จะต้องมาคอยดูแลเด็กเหลือขออย่างแกเต็มทีแล้ว
 มือสองข้างกำแน่น ทั้งที่พยายามทำทุกอย่างแม้ว่าคำสั่งที่ได้รับเหมือนเป็นการกลั่นแกล้งมากกว่าการทำงานอย่างจริงจัง โดยหวังว่าผู้ซึ่งได้ชื่อว่า เป็นบุรุษผู้แข็งแกร่งที่สุดของมวลมนุษย์ชาติจะสนใจ แต่สุดท้ายกลับกลายเป็นการกระทำที่เสียเปล่า เพราะหัวหน้ารีไวไม่เคยใส่ใจเลยสักนิด หนำซ้ำยังออกปากเอ่ยคำว่ารำคาญออกมาให้เขาได้ยินหลายครั้ง เด็กหนุ่มถอนใจออกมาอย่างแรงด้วยความทดท้อ มันก็ไม่แปลกนักหรอก เพราะตัวประหลาดที่สามารถแปลงร่างเป็นสิ่งน่ารังเกียจอย่างไททันเช่นเขา ใครมันจะทำใจชอบเข้าไปได้ลง
คิดพลางเตะหินก้อนหนึ่งที่อยู่ตรงปลายเท้าจนกระเด็นไปไกลก่อนกระแทกตัวลงนั่งบนพื้นหญ้าและแหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้าซึ่งมีปุยเมฆสีขาวลอยละล่องอย่างเศร้าสร้อย หากไม่เป็นที่ต้องการ เขาก็จะไปตามคำสั่ง เพราะคุณฮันซี่เองก็ไม่ใช่คนเลวร้ายอะไรนัก นอกจากเรื่องความสติเฟื่องแล้ว เธอก็เป็นผู้บังคับบัญชาที่ดีเลยทีเดียว
เอเลนถอนใจออกมาอีกครั้งพลางลดสายตาลงมองม้าทั้งสี่ที่กำลังแทะเล็มหญ้าอย่างสบายอกสบายใจ ก่อนจะเลื่อนไปยังเทือกเขาที่ทอดยาวเป็นเงาสีเทาหม่นไกลสุดตา เสียงซู่ซ่าของใบไม้ยามต้องลมผสานกับกลิ่นหอมอ่อนๆของดอกไม้ซึ่งไม่รู้มาจากไหนสร้างความแช่มชื่นให้บังเกิดขึ้น อารมณ์ขุ่นเคืองเมื่อครู่เริ่มคลายลงทีละน้อย เด็กหนุ่มจึงตั้งสติและค่อยๆคิดทบทวนถึงสิ่งที่เกิดขึ้น
รุ่นพี่กุนเทอร์กับเอลโด้ ออกลาดตระเวนตั้งแต่เช้ามืด แต่คนที่กลับมามีเพียงกุนเทอร์เพียงคนเดียวเท่านั้น แสดงว่าทั้งสองต้องไปเจอกับอะไรบางอย่าง ซึ่งเขาเองก็เดาไม่ถูกว่าเป็นเรื่องอะไร แต่คงร้ายแรงพอดูเพราะหัวหน้ารีไวสั่งให้เขากับคนที่เหลือออกเดินทางอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย แถมยังใช้เส้นทางที่ไม่เคยย่างกรายเข้ามาเลยสักหน พอเห็นร่องรอยบนพื้นซึ่งแม้จะไม่มีใครบอก เด็กหนุ่มก็รู้ว่ามันเป็นรอยของกองคาราวาน รีไวกลับสั่งให้คุณเพตร้าเดินทางไปยังหน่วยสำรวจเพื่อแจ้งกับเอลวิน ส่วนตัวเองกับคุณกุนเทอร์ยังคงเดินรุดหน้าต่อไป โดยอาศัยรอยบากรูปกากบาทที่ได้ยินมาว่า คุณเอลโด้ทำเอาไว้ แต่กลับสั่งให้เขาอยู่ตรงนี้เพื่อเฝ้าม้า
คิ้วสีน้ำตาลสวยขมวดเข้าหากันขณะใช้ความคิด ว่าไปแล้วตอนเป็นทหารฝึกหัด เขาก็เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้มาแล้วครั้งหนึ่ง และจากประสบการณ์นี้เองที่ทำให้เด็กหนุ่มรู้ว่า มีการซื้อขายเครื่องเคลื่อนย้ายสามมิติในตลาดมืด บางทีสิ่งที่หัวหน้ารีไวกำลังติดตาม อาจเป็นโจรพวกนั้นก็เป็นได้
พอคิดถึงตรงนี้ สมองของเอเลนก็สว่างวาบขึ้น หรือที่หัวหน้ารีไวไม่ยอมให้ตามไปด้วย เพราะกลัวว่าเขาจะได้รับอันตรายจากพวกโจร    
มือกำแน่นด้วยความเจ็บใจ ทั้งที่หัวหน้าและรุ่นพี่ทุกคนเป็นห่วงขนาดนี้ แต่เขากลับแปลเจตนาเป็นอย่างอื่น เด็กหนุ่มนึกย้อนกลับไปเมื่อตอนที่เจอกับโจรเป็นครั้งแรก แม้ตอนนั้นพวกเขายังเป็นเพียงทหารฝึกหัดแต่ก็เอาชนะพวกมันได้ด้วยสมองอันปราดเปรื่องของอาร์มินผนวกกับจำนวนคนที่มีมากกว่า หากครั้งนี้เป็นเหตุการณ์เดียวกัน ย่อมหมายความว่าหน่วยพิเศษทุกคนกำลังก้าวเข้าสู่อันตราย
ในครั้งนั้น คนร้ายมีจำนวนเพียงแค่สี่ กว่าพวกเขาจะจับกุมตัวได้ก็เล่นเอาหืดขึ้นคอ หากคราวนี้พวกโจรมีกันเป็นกลุ่มหน่วยพิเศษอาจรับมือไม่ไหว เพราะแม้หัวหน้ารีไวและรุ่นพี่ทุกคนจะมีฝีมือฉกาจฉกรรจ์ แต่ด้วยจำนวนคนที่น้อยกว่าย่อมเสียเปรียบในการต่อสู้ ที่สำคัญดาบไม่มีทางชนะปืน
พอนึกถึงตรงนี้เอเลนก็ลุกพรวดขึ้น ใจเต้นระรัวด้วยความเป็นห่วงรีไว ครั้นจะตามไปช่วยก็กลัวว่าจะเป็นการขัดคำสั่ง แต่ถ้าหัวหน้าของเขาเกิดพลาดพลั้ง โดนโจรทำร้ายล่ะ
เด็กหนุ่มยืนหันรีหันขวางด้วยความสับสนแต่สุดท้ายความเป็นห่วงก็มีอำนาจเหนือกว่า เอเลนดึงไกยิงออกมาจากที่เก็บปล่อยสลิงขึ้นไปปักบนต้นไม้และเหวี่ยงตัวไปกระทั่งถึงจุดที่พบเครื่องหมาย จากนั้นก็เริ่มกวาดตามองแบบที่รีไวทำกระทั่งพบกากบาทบนต้นไม้อีกต้น ห่างจากตรงนั้นไปพอสมควร ไม่รอช้า    เอเลนรีบพุ่งตรงไปยังตำแหน่งนั้นทันที และเริ่มเคลื่อนตัวไปตามเครื่องหมายที่ทำไว้เป็นระยะ ลึกเข้าไปในป่า ความเป็นห่วงทำให้เด็กหนุ่มลืมคำสั่งของหัวหน้าไปจนหมดสิ้น สิ่งเดียวที่ร่ำร้องอยู่ภายในใจ เขาจะอยู่เคียงข้างและปกป้องรีไวให้ถึงที่สุด แม้ต้องแลกด้วยชีวิตก็ยอม

*/*/*/*/*








วันพฤหัสบดีที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2557

บทที่ 10 ตามรอยโจร

10
ตามรอยโจร

เสียงร้องของกาส่งผ่านช่องขนาดเล็กของห้องใต้ดินปลุกเอเลนให้ลืมตาขึ้น ด้วยเสียงของมันทำให้เด็กหนุ่มรู้ว่ายามนี้คือเวลาใกล้รุ่งโดยไม่จำเป็นต้องเห็นแสงอาทิตย์ เขาเปิดปากหาวน้อยๆก่อนเลื่อนสายตาไปยังช่องแสงนอกกรงสูงขึ้นไปเหนือศีรษะพลางคิดคำนึงถึงใครบางคน ที่ไม่ได้พบตั้งแต่เมื่อเย็นวาน
อันที่จริงหลังกุนเทอร์ล่ามตรวนแล้ว เอเลนก็ไม่อาจข่มตาให้หลับลงได้เลยสักงีบ เขาคิดว่าคงเป็นเพราะความเครียดจากการฝึก ซึ่งยิ่งนับวันจะเพิ่มความหนักหนาสาหัสยิ่งกว่าตอนเป็นนักเรียนทหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับหัวหน้ารีไวล์ที่ไม่เคยลังเลหรือยั้งมือเลยสักนิด พอนึกถึงบุรุษผู้แข็งแกร่งคนนี้แล้ว หัวใจของเอเลนก็เต้นแรงขึ้นมาในทันที
ไม่ใช่การฝึกหรอกที่ทำให้เขานอนไม่หลับ เด็กหนุ่มคิดพลางเหลือบตามองตรวนบนข้อมือทั้งสองข้าง แม้กุนเทอร์จะล่ามเขาอย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้โลหะกระทบผิวเนื้อจนบาดเจ็บและอาจเป็นเหตุให้เด็กหนุ่มกลายร่างเป็นไททัน การพูดคุยซึ่งแม้จะสุภาพ เอเลนก็ยังจับความกังวลที่เจืออยู่ในน้ำเสียงได้ กระทั่งการกระทำทุกอย่างที่พยายามให้ดูเหมือนเป็นการปฏิบัติระหว่างเพื่อนทหารด้วยกัน ยังมีความหมางเมินอยู่กลายๆ ต่างจากพฤติกรรมของรีไวล์ราวฟ้ากับดิน
ลมหายใจถูกระบายออกมาเบาๆ ตั้งแต่มาอยู่กับหน่วยสำรวจและได้เข้าร่วมกับหน่วยพิเศษ  เขาถูกรีไวล์จับตามองตลอดเวลา ซึ่งเด็กหนุ่มเข้าใจดีว่ามันเป็นการเฝ้าดูตามหน้าที่ แต่ก็แค่ตอนแรกเท่านั้น เพราะหลังจากผ่านไปได้เพียงสองวัน สายตาของหัวหน้าก็เปลี่ยนไปจากเดิม จากการจ้องอย่างเย็นชาและมาดร้าย มาเป็นการมองด้วยความเป็นห่วง หลายครั้งที่เอเลนรู้สึกถึงความอบอุ่นฉายออกมาจากดวงตาสีเทาหม่น ถึงจะแค่แวบเดียวเท่านั้น มันก็ทำให้เขาบังเกิดความสุขใจขึ้นมาได้อย่างประหลาด ที่สำคัญคือ หัวหน้ารีไวล์มักมองเขาด้วยสายตาแบบนั้นทุกครั้ง ก่อนล่ามตรวน
ช่างเป็นการมองที่ชวนถวิลหาอย่างเหลือเกิน
เอเลนคิดพร้อมกับถอนใจออกมาอีกครั้ง ที่นอนไม่หลับเพราะเขาเฝ้าคิดถึงแต่ดวงตาของหัวหน้า ไม่สิ! ไม่ใช่แค่ดวงตา เขาคิดถึงทุกอย่างของรีไวล์ ไม่ว่าจะเป็นสัมผัสจากมือที่แข็งแรง กลิ่นกายที่ทรงเสน่ห์สมชายชาตรีอันเย้ายวนชวนให้ร้อนวูบวาบไปทั้งตัว
กลิ่นของหัวหน้า
เด็กหนุ่มทวนสิ่งที่กำลังคิดด้วยใบหน้าร้อนผ่าว หัวใจที่สงบลงเมื่อครู่เต้นแรงขึ้นอีกครั้งจนแทบหลุดออกจากอก เขาสนใจเรื่องทำนองนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ ที่น่าแปลกก็คือ ทำไมต้องเฉพาะแต่รีไวล์เท่านั้น ส่วนคนอื่นแม้จะเป็นผู้หญิงอย่างเพตร้า มิคาสะหรือแอนนี่ เขากลับไม่สนใจเลยสักนิด
ความคิดทั้งมวลต้องหยุดลงเมื่อมีเสียงรองเท้ากระทบบันไดหินดังใกล้เข้ามา หากเป็นก่อนหน้านั้น เขาคงเฝ้ารอผู้ที่กำลังก้าวเข้ามาปลดตรวนด้วยใจจดจ่อ แต่เพราะเช้าวันนี้ไม่ใช่หัวหน้ารีไวล์ พอมีเสียงกุญแจกระทบกรงขัง เด็กหนุ่มจึงผงกหัวขึ้นเล็กน้อยพร้อมกับกล่าวคำทักทาย
“อรุณสวัสดิ์ครับคุณกุน...”คำพูดชะงักค้างเมื่อพบว่าผู้ก้าวเข้ามาไม่ใช่ชายหนุ่มผมดำร่างสูงโปร่ง หากแต่เป็นสาวสวยเพียงหนึ่งเดียวของหน่วยพิเศษ “คุณเพตร้า?
“อรุณสวัสดิ์จ้า เอเลน” หญิงสาวเอ่ยทักด้วยน้ำเสียงร่าเริงพลางหยิบกุญแจดอกเล็กๆออกมาไขตรวน พอเห็นสีหน้าของเด็กหนุ่ม เธอก็ยิ้มกว้าง “กุนเทอร์ออกไปลาดตระเวนกับเอลโด้น่ะ ฉันเลยลงมาทำหน้าที่นี้แทน”
“งั้นหรือครับ” เอเลนพูดและขยับตัวลุกนั่งพร้อมกับบีบข้อมือของตัวเองเบาๆเพื่อให้คลายความเมื่อยล้า “เอ่อ...แล้วหัวหน้า”
“ยังอยู่ที่ศูนย์บัญชาการน่ะ” เพตร้าพูด “ได้ยินว่าผบ.เอลวินเรียกประชุมเรื่องการออกสำรวจครั้งต่อไป คงค่ำแหละกว่าจะเสร็จแต่ไม่ต้องเป็นห่วงไปหรอกนะเอเลน”
เธอเอียงหน้าน้อยๆพร้อมกับส่งยิ้มน่ารักอันเป็นเอกลักษณ์ “หัวหน้าสั่งงานให้เธอทำไว้เรียบร้อยแล้ว”
เอเลนขมวดคิ้วมุ่นด้วยความสงสัย เพราะเมื่อวานนี้พอได้รับจดหมาย รีไวล์ก็เดินทางออกจากปราสาททันที แล้วเพตร้ารู้ได้ยังไงว่าเขาสั่งงานอะไรไว้บ้าง ดูเหมือนหญิงสาวจะเดาความคิดของเขาออก เพราะเธอรีบอธิบาย
“พลนำสารเอาจดหมายของหัวหน้ามาส่งให้เราตอนเย็น ในนั้นมีคำสั่งให้พวกกุนเทอร์ออกลาดตระเวนส่วนเธอกับฉันประจำการอยู่ในปราสาทและทำความสะอาดตามจุดต่างๆที่ระบุมา”
พูดจบก็หมุนตัวเดินนำขึ้นไปยังชั้นบน หลังจากอาบน้ำล้างหน้าตาและรับประทานมื้อเช้าแล้ว เธอก็พาเอเลนไปหยุดยืนหน้าปราสาทพร้อมกับส่งอุปกรณ์ทำความสะอาดให้
“หัวหน้าสั่งไว้ว่าให้เธอจัดการห้องที่อยู่ด้านขวาให้เรียบร้อย ตอนเย็นจะกลับมาตรวจ ถ้าไม่อยากโดนสั่งให้ทำอีกรอบละก็” พูดพลางยื่นหน้าเข้าไปใกล้เด็กหนุ่ม “อย่าทำลวกๆนะจ๊ะ”  
มือเรียวสวยตบบ่าเอเลนสองสามครั้งเหมือนให้กำลังใจก่อนจะเดินแยกตัวไปทำงานในส่วนของตัวเอง
ห้องด้านขวาที่เพตร้าบอก อยู่อีกด้านหนึ่งของปราสาท เป็นห้องขนาดกลางจำนวนสามห้อง ซึ่งน่าจะเอาไว้ใช้สำหรับรับรองแขกสำคัญยามที่เจ้าของปราสาทยังอยู่ในความรุ่งเรือง ตอนแรกเอเลนคิดว่ามันคงฝุ่นหนาเตอะ แต่พอเห็นสภาพจริงแล้วต้องโล่งใจเพราะดูเหมือนพวกเพตร้าจะทำความสะอาดคร่าวๆไว้แล้วตั้งแต่วันแรกที่มาถึง กระนั้นมันก็ยังสกปรกอยู่ดี
ห่อหุ้มร่างกายของตัวเองด้วยการโพกผมกับคาดผ้าปิดจมูกกับปากแล้ว เด็กหนุ่มจึงลงมือทำความสะอาดเริ่มจากตั้งปัดหยากไย่บนเพดาน เช็ดตู้ โต๊ะ เตียง ขอบหน้าต่าง พอกวาดผงออกจากห้องแล้วก็ใช้ผ้าชุดน้ำบิดพอหมาดถูถึงสามรอบจนไม้ทุกชิ้นขึ้นเงามันวับ พื้นก็ส่องประกายเป็นมันปลาบเหมือนเพิ่งสร้างขึ้นมาเมื่อวานนี้เอง
ใช้เวลาค่อนวันการทำความสะอาดห้องทั้งสามก็เสร็จสิ้น เอเลนยืนมองผลงานของตัวเองอย่างภาคภูมิใจพลางวาดฝันไปว่าหากหัวหน้ารีไวล์มาเห็นและพอใจ เขาอาจได้รับคำชมหรือรางวัลเล็กๆน้อยๆอย่างถูกลูบหัวด้วยความเอ็นดูก็เป็นได้
“เสร็จหรือยังจ๊ะเอเลน” เสียงใสของเพตร้าดังใกล้ตัวพอเห็นห้องที่สะอาดเอี่ยมเธอก็เบิกตาโตพร้อมกับอุทานออกมา “สุดยอด สะอาดเหมือนหัวหน้ารีไวล์ลงมือทำเองเลย”
หญิงสาวพูดและหันไปส่งยิ้มให้ “เก่งมากเลยเอเลน แบบนี้หัวหน้าต้องพอใจแน่ๆ”
“ครับ” เด็กหนุ่มรับคำเบาๆอย่างเขินอายก่อนจะมองห้องที่ตัวเองเพิ่งจัดการเสร็จด้วยความฉงน “แต่ทำไมเราถึงต้องทำความสะอาดห้องพวกนี้ด้วยละครับ ในเมื่อพวกคุณทุกคนก็มีห้องส่วนตัวกันอยู่แล้ว”
“เพราะศูนย์บัญชาการนี่คือบ้านยังไงล่ะจ๊ะ” เพตร้าอธิบาย “และหัวหน้ารีไวล์ก็ไม่อยากให้บ้านของพวกเราสกปรกไปด้วยฝุ่น”
 พูดพร้อมกับฉีกยิ้มกว้างอย่างภาคภูมิ ทำให้เอเลนสำนึกได้ในทันทีว่าเธอและรุ่นพี่ทุกคนรักหน่วยพิเศษรวมถึงหัวหน้ารีไวล์มากเพียงใด
“ครับ”
รับคำสั้นๆทั้งที่อยากพูดมากกว่านั้นแต่กลับนึกอะไรไม่ออก เหมือนเพตร้าจะเข้าใจความรู้สึกของเด็กหนุ่มดี เธอหันยุติการพูดลงเพียงแค่นั้นแต่กลับเอ่ยปากชวน
“ลงไปกินอาหารกลางวันกันเถอะ”
หญิงสาวเดินนำออกไปก่อน เอเลนมองห้องที่สะอาดเอี่ยมอ่องอีกครั้งเหมือนจะตรวจให้แน่ใจว่าไม่มีสิ่งใดหลุดรอดสายตาก่อนหมุนตัวก้าวตาม พอไปถึงห้องอาหารเขาก็พบว่าไม่มีใครเลยสักคน แม้แต่
ออรูโอ้ที่มักจะคอยป้วนเปี้ยนกวนประสาทก็พลอยหายไปด้วย สิ่งเดียวที่อยู่บนโต๊ะกลางห้องคือชามซุปกับขนมปังสองก้อนที่เพตร้าเตรียมไว้ให้
“รุ่นพี่ออกไปลาดตระเวนกันหมดเลยหรือครับ” เด็กหนุ่มถาม หญิงสาวผงกศีรษะ
“จ้ะ”
“ทำไม...” ตั้งใจจะถามว่าเพราะอะไรจึงไม่เรียกตนเองไปด้วยแต่เพตร้ากลับชิงพูดเสียก่อนเหมือนต้องการตัดบท
“เป็นคำสั่งของหัวหน้ารีไวล์น่ะ”
หากเป็นคนอื่น ข้อสงสัยทั้งหมดคงมลายหายไปในทันทีเมื่อได้ยินชื่อของรีไวล์ แต่เอเลนกลับไม่เป็นเช่นนั้นเพราะเขายังคงซักด้วยความอยากรู้
“พอจะทราบไหมครับว่าทำไมหัวหน้าถึงสั่งแบบนั้น”
ที่กล้าเซ้าซี้เพราะคนที่อยู่ตรงหน้าคือเพตร้า หากเป็นกุนเทอร์ เอลโด้หรือออรูโอ้แล้วเขาคงไม่กล้าทู่ซี้ซักถามซอกแซกแบบนี้แน่ ซึ่งก็เป็นไปตามที่คิดเพราะหญิงสาวหันมาส่งยิ้มให้
“หัวหน้ารีไวล์บอกว่าเมื่อวานนี้เธอโดนมาหนัก เลยอยากให้พักผ่อน” เธอเอียงหน้าเล็กน้อย “อย่าหาว่าอย่างนั้นอย่างนี้เลยนะ แต่ฉันอยากรู้จริงๆว่าหัวหน้าฝึกอะไรให้เธอ”
เอเลนหวนนึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวาน ความเจ็บตอนที่โดนทุ่มยังคงฝังลึกอยู่ในแนวกระดูกสันหลัง ไล่ตลอดไปจนถึงปลายเท้า เขานิ่วหน้าน้อยๆ
“ความแข็งแรงของร่างกาย กับการต่อสู้ประชิดตัวครับ” เขาตอบด้วยใบหน้าที่แดงก่ำ อาการตกประหม่ากับสีหน้าที่ฉายความพรั่นพรึงอยู่จางๆสร้างความขบขันจน เพตร้าต้องเผลอหัวเราะออกมาเบาๆและรีบยกมือขึ้นมาปิดปากแทบไม่ทัน
“ขอโทษจ้ะ” เธอพยายามกระแอมสองสามครั้งเพื่อกลบเกลื่อน “แต่เอเลนก็แข็งแกร่งนะ เพราะขนาดโดนหัวหน้าฝีกตัวต่อตัวแล้วยังขี่ม้ากลับปราสาทไหว ตอนเข้าหน่วยพิเศษใหม่ๆ แค่ถูกจับทุ่มสองสามครั้งพวกฉันเองยังแทบคลาน”    
สิ่งที่ได้ยินทำให้เอเลนต้องเบิกตากว้างด้วยความแปลกใจ
“คุณเพตร้าก็ด้วยเหรอครับ”
“อื้อ” หญิงสาวรับคำพร้อมกับพยักพเยิดไปที่อาหารบนโต๊ะ “อย่ามัวแต่คุยอยู่เลย รีบกินให้เสร็จจะได้ทำอย่างอื่นต่อ”
“ครับ” เด็กหนุ่มรับคำอย่างว่าง่ายและก้มหน้าก้มตากินอาหารจนหมด นั่งพักพอหายเหนื่อยแล้วเขาก็จัดการงานที่ได้รับมอบหมายซึ่งก็คือทำความสะอาดโถงส่วนกลางกับห้องสมุด ตกเย็นทุกอย่างจึงเรียบร้อยทันรุ่นพี่ทั้งสามกลับเข้ามา
“สวัสดีครับคุณกุนเทอร์ คุณเอลโด้ คุณออรูโอ้” เอเลนเอ่ยทักเสียงใสเมื่อเห็นทุกคนเดินเรียงแถวเข้ามาในห้องอาหาร คนแรกพยักหน้ารับ ในขณะที่คนที่สองรับคำเบาๆ ส่วนคนที่สามเบ้หน้าน้อยๆพร้อมกับตอบห้วนๆว่า เออ พอพวกเขานั่งลงแล้วเด็กหนุ่มรีบกุลีกุจอรินน้ำชาให้ปากก็ถาม “วันนี้เป็นยังไงบ้างครับ”
“ก็เรื่อยๆ” เอลโด้ตอบและดื่มชาเข้าไปอึกใหญ่จากนั้นก็มองเด็กหนุ่ม “แล้วนายล่ะ จัดการงานที่หัวหน้าสั่งแล้วหรือยัง”
“ครบหมดทุกอย่างเลยครับ” เอเลนตอบอย่างภาคภูมิใจ เพตร้าซึ่งกำลังง่วนอยู่กับการเตรียมอาหารจึงกล่าวเสริม
“เอเลนทำความสะอาดเก่งไม่แพ้หัวหน้ารีไวล์เลยล่ะ”
“เหลือเชื่อ ทั้งที่วันแรกนายโดนสั่งให้ทำซ้ำตั้งสามรอบเนี่ยนะ” คราวนี้ออรูโอ้เป็นคนพูด ตาจ้อง
เอเลนเหมือนไม่เชื่อฝีมือเท่าไหร่นัก “เธอแอบช่วยเขาใช่ไหม เพตร้า”
ประโยคสุดท้ายหันไปถามหญิงสาว คิ้วสวยขมวดเข้าหากันอย่างนึกฉุน
“อย่าคิดว่าคนอื่นเขาจะเหมือนตัวเองสิออรูโอ้” เธอประชด “ลืมไปแล้วเหรอว่าตอนเข้าหน่วยใหม่ๆ นายโดนหัวหน้าสั่งให้ถูห้องตั้งห้าครั้ง”
“นั่นเพราะฉันอยากทำเองต่างหาก” ออรูโอ้กล่าวแก้ “แต่ใครจะไปเชื่อล่ะว่าไอ้เด็กปากยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมคนนี้จะทำงานละเอียดแบบนั้นได้”
เพตร้ากระแทกลมหายใจเฮือกใหญ่และหันไปจ้องหน้าอีกฝ่ายอย่างเอาเรื่อง และคงต่อปากต่อคำกันอีกนานถ้ากุนเทอร์ไม่ตัดบท
“พอได้แล้วทั้งสองคน” เขามองออรูโอ้ด้วยสายตาตำหนิก่อนเลื่อนไปทางเพตร้า วันนี้มีอะไรกินบ้าง เพตร้า”
หญิงสาวอยากบอกเหลือเกินว่าเป็นซุปลิ้นคนปากมาก แต่เมื่อนึกได้ว่าทุกคนเพิ่งกลับมาจากการลาดตระเวนทั้งเหนื่อยและหิว คงไม่เหมาะแน่หากยังคงขืนพูดจาหาเรื่องชวนทะเลาะกันต่อไป
“เหมือนเดิม ซุปมันฝรั่ง” เธอตอบพลางใช้ช้อนชี้ไปที่ตะกร้าสานใบย่อมซึ่งมีผ้าขาวคลุมเอาไว้ “กับขนมปัง”
“น่าเบื่อชะมัด รู้อย่างนี้ฉันล่าหมูป่าติดมือมาด้วยก็ดี” ออรูโอ้บ่นออกมาพอให้ทุกคนได้ยิน กุนเทอร์ส่ายหน้าอย่างเอือมระอา
“นายก็รู้ว่าไม่ได้ อีกอย่างหมูป่ามันมากเกินไปสำหรับหกคน”
“ตอนนี้มีแค่ห้า และฉันก็คิดว่าเจ้าเด็กเหลือขอจอมตะกละนั่นคงฟาดได้เกือบครึ่งตัว” ออรูโอ้เถียงคำไม่ตกฟาก เอลโด้หันไปสบตากับกุนเทอร์ก่อนบอกเสียงเรียบ
“หกต่างหาก” ดวงตาจ้องเขม็งผ่านออรูโอ้ไปทางด้านหลัง การมองแบบนั้นทำให้อีกฝ่ายเย็นสันหลังวาบขนลุกซู่ไปทั้งตัว
“ต..ตอนนี้หัวหน้ายืนอยู่ข้างหลังฉันแล้วใช่ไหม” ถามเสียงสั่น กุนเทอร์และเอลโด้พยักหน้าพร้อมกันอย่างเคร่งขรึม เพตร้ารีบวางงานที่ตนเองกำลังทำและจัดแจงเตรียมชาทันที ส่วนเอเลนกลับยิ้มกว้างใจเต้นแรงจนแทบหลุดจากอก ความปีติที่เห็นผู้ที่เขาคิดถึงทำให้เด็กหนุ่มหลุดปากเรียกเสียงดัง
“หัวหน้ารีไวล์”
พอได้ยินแบบนั้นหัวใจของออรูโอ้ก็ตกลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม เขาพยายามแค่นกลืนน้ำลายซึ่งตอนนี้ดูเหมือนจะกลายเป็นก้อนกรวดไปแล้วลงคอ และค่อยๆหันไปทางด้านหลัง พอเห็นดวงตาสีเทากำลังมองอย่างหงุดหงิดเท่านั้น ใจที่ฝ่ออยู่แล้วก็ยิ่งแห้งเหี่ยวลงไปอีก
“ห...หัวหน้ารีไวล์” เขาเอ่ยทักเสียงแห้งพร้อมกับฝืนยิ้ม “มาถึงตั้งแต่เมื่อไหร่กันครับ”
“ตั้งแต่แกคิดจะจับหมูป่า” รีไวล์ตอบเสียงกระด้างและเดินเนิบๆไปที่หัวโต๊ะ พอหย่อนตัวลงนั่งเรียบร้อยแล้วก็หยิบชาที่เพตร้านำมาวางไว้ให้ขึ้นมาดื่มสองสามอึก พอวางถ้วยลงดวงตาคมก็ตวัดไปที่
เอเลน
“แกทำงานที่ฉันสั่งไว้หรือเปล่า”
“ครับ” เด็กหนุ่มรับคำอย่างแข็งขัน “ผมทำความสะอาดทุกห้องเสร็จเรียบร้อยหมดแล้วครับ”
คิ้วเรียวสีเข้มเลิกขึ้นเล็กน้อยอย่างแปลกใจ
“เดี๋ยวฉันจะไปดู ถ้าเจอฝุ่นแม้แต่นิดเดียว คืนนี้แกไม่ได้นอนแน่” พูดจบก็หันไปทางกุนเทอร์ “การลาดตระเวนวันนี้เป็นยังไง”
“ปรกติดีทุกอย่างครับ” กุนเทอร์ตอบและเตรียมจะสาธยายต่อแต่ต้องหยุดเมื่อรีไวล์ลุกขึ้น “จะไปไหนหรือครับ หัวหน้า” หลุดปากถามอย่างนึกแปลกใจเพราะทุกครั้งต่อให้น่าเบื่อแค่ไหน รีไวล์มักจะนั่งฟังรายงานจนจบ หัวหน้าทหารร่างเตี้ยชำเลืองตาไปทางเอเลนแวบหนึ่ง
“ฉันจะไปตรวจห้องที่เจ้าเด็กเหลือขอนั่นทำ”
“เอ่อ...” เอลโด้เอ่ยขึ้นอย่างลังเล “หัวหน้าเพิ่งกลับมา น่าจะนั่งพัก กินอะไรสักหน่อยนะครับ”
ดวงตาสีเทาเลื่อนไปทางเพตร้าที่กำลังลำเลียงอาหารมาวางบนโต๊ะ กลิ่นหอมของขนมปังอบใหม่ๆกับซุปมันฝรั่งลอยอบอวลไปทั่วห้อง เชิญชวนให้ท้องของทุกคนต้องร้องอุทธรณ์ดังโครกคราก
“พวกนายกินกันไปก่อน” รีไวล์พูดเสียงเรียบก่อนก้าวออกจากห้อง พอหัวหน้าคนสำคัญไม่อยู่แล้ว
ออรูโอ้ก็หันมาเล่นงานเอเลนทันที
“เพิ่งกลับมาเหนื่อยๆแทนที่จะได้พัก หัวหน้ารีไวล์กลับต้องเสียเวลาออกไปตรวจงานไร้สาระพวกนั้น เพราะแกคนเดียวแท้ๆ ไอ้เด็กเวร”
เอเลนไม่ได้กล่าวโต้ตอบ เพราะส่วนลึกในใจแล้วเขาเองก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน ทั้งที่ทำงานมาทั้งวันแถมยังต้องขี่ม้าเป็นระยะทางไกลเพื่อกลับมายังปราสาท แทนที่จะนั่งพักรับประทานอาหารและพูดคุยกับลูกน้องให้หายเหนื่อย รีไวล์กลับออกไปตรวจว่าเด็กหนุ่มทำงานตามสั่งได้อย่างเรียบร้อยดีหรือไม่ คิดพลางมุ่นคิ้วอย่างกังวล ถ้าหัวหน้าเกิดไม่พอใจขึ้นมาล่ะ เขามิต้องหอบอุปกรณ์ขึ้นไปทำความสะอาดอีกรอบอย่างนั้นหรือ
อันที่จริงแล้วเอเลนไม่ได้หนักใจกับเรื่องนี้เท่าใดนัก เพราะตอนเป็นทหารฝึกหัดเขามักโดน          คีธ ซาดิส หัวหน้าหน่วยสุดโหดแกล้งเรียกออกไปทำโน่นทำนี่ตอนดึกบ่อยๆ โดยอ้างว่าเพื่อฝึกความพร้อมกับเหตุการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นอย่างไม่คาดฝัน ตอนนี้เองก็เช่นกันคือต่อให้ต้องถ่างตาทำความสะอาดทั้งคืนเขาก็สามารถทำได้อย่างไม่มีปัญหา แต่สิ่งที่เด็กหนุ่มเป็นห่วงก็คือ แทนที่หัวหน้ารีไวล์จะได้นอน กลับต้องมายืนเฝ้าจนกว่าการทำความสะอาดของเขาเป็นที่น่าพอใจ
คิดพลางนั่งคนซุปในชามด้วยหัวใจตุ้มต่อม เด็กหนุ่มนึกภาวนาให้หัวหน้ารีไวล์ถูกใจกับความสะอาดของห้องทั้งสาม ไม่ใช่เพราะไม่อยากทำซ้ำเป็นรอบสองหากแต่เป็นห่วง ไม่ต้องการให้คนสำคัญของเขาต้องพลอยนอนดึกไปด้วย
“โฮ่ย เอเลน” เสียงเรียบเย็นของคนที่กำลังคิดถึงดังมาจากประตู เด็กหนุ่มสะดุ้งสุดตัวจนช้อนแทบหลุดจากมือ
“ครับ!” เอเลนเอ่ยคำขานรับพร้อมกับเงยหน้าขึ้นมองชายตัวเตี้ยที่กำลังยืนบอกหน้าบุญไม่รับซึ่งตอนนี้เดินไปนั่งตรงหัวโต๊ะ และขวัญหนีดีฝ่อกับดวงตาวาววับดุดันที่จ้องมองมาราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ สมองเริ่มวุ่นวายกับคำแก้ตัวซึ่งน่าจะใช้ไม่ได้ผลกับความกังวลต่อสิ่งที่คิดเมื่อครู่ แต่พอได้ยินประโยคต่อมา ความหวาดกลัวทั้งหมดก็มลายหายไป
“ทำได้ไม่เลวนี่”
น้ำเสียงและสีหน้าพึงพอใจของรีไวล์ทำให้หัวใจของเอเลนพองคับอก เขาเกือบจะกระโดดขึ้นไปยืนบนโต๊ะและร้องไชโยออกมาด้วยความดีใจแต่หากทำเช่นนั้นมีหวังโดนรุ่นพี่ตบหัวหลุด เด็กหนุ่มจึงกดความลิงโลดเอาไว้ในอกก่อนยืดตัวขึ้นตอบเสียงดังฟังชัด
“ขอบคุณครับ”  
เอเลนฉีกยิ้มกว้าง ดวงตาสีเขียวที่กำลังเปล่งประกายวิบวับอย่างกระตือรือร้นมองรีไวล์ด้วยความหวังว่าจะได้รับคำชมมากกว่านั้น แต่อีกฝ่ายกลับหยิบขนมปังที่เพตร้าจัดมาวางไว้ให้ขึ้นมาบิใส่ปาก และก้มหน้าก้มตารับประทานมื้อเย็นเงียบโดยไม่พูดอะไร พอเห็นแบบนั้นแล้วเด็กหนุ่มจึงถอนใจและหันกลับไปจัดการอาหารของตัวเองจนหมด เมื่อทุกคนอิ่มกันหมดแล้วเขาก็ช่วยเพตร้าล้างถ้วยชาม จากนั้นก็นั่งคุยกันซึ่งบทสนทนาส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องการสำรวจครั้งต่อ ระหว่างที่พูดกันอยู่นั่นเองจู่ๆรีไวล์ก็โพล่งขึ้น
“ได้เวลานอนแล้ว เอเลน”
“เอ๋” เด็กหนุ่มอุทานออกมาด้วยความแปลกใจ “แต่ผมยังไม่ง่วงนี่ครับ”
“เพราะแกยังไม่ง่วง คนอื่นก็ต้องไม่ง่วงอย่างนั้นหรือ” ถามพร้อมกับมองด้วยดวงตาที่ทำให้ทุกคนนั่งตัวแข็ง “เลือกเอา จะลุกขึ้นเองหรือให้ฉันลากแกลงไป”
“ขอโทษครับ ผมจะไปเดี๋ยวนี้ครับ” เอเลนพูดพร้อมกับรีบลุกขึ้นเดินฉับๆนำออกไป พอเห็นอีกฝ่ายพ้นจากห้องแล้ว รีไวล์จึงหันไปยังคนที่เหลือ
“รอที่นี่ก่อน เดี๋ยวฉันมา”
ชายหนุ่มเดินออกจากห้องทันทีเมื่อสั่งเสร็จ จากนั้นก็เร่งเท้าก้าวตามเอเลนและพบว่าอีกฝ่ายกำลังยืนรออยู่ตรงช่องทางที่จะลงไปยังห้องใต้ดิน พอเห็นรีไวล์เข้ามาใกล้ เอเลนก็ก้มหน้าหลบสายตาในขณะเดียวกันก็เบี่ยงตัวหลีกให้เขาลงไปก่อน ทั้งคู่เดินตามกันไปอย่างเงียบเชียบไม่มีการพูดจา ไปได้ครึ่งทางเด็กหนุ่มตั้งท่าจะหาเรื่องพูดคุยเพื่อคลายความอึดอัด แต่พอเห็นคนตรงหน้าตรงดิ่งลงไปยังด้านล่างด้วยท่าทางที่ไม่สนสิ่งใดเลยแม้แต่น้อย เขาจึงจำต้องปัดความคิดดังกล่าวทิ้ง แต่ก็ได้ไม่นานเพราะพอนึกทบทวนว่าตั้งแต่กลับมา หัวหน้ารีไวล์ตีสีหน้าเหมือนคิดอะไรบางอย่างอยู่ตลอดเวลาแถมยังออกคำสั่งให้เขาเข้านอนเร็วกว่าทุกครั้ง เอเลนพยายามคิดหาสาเหตุต่างๆนาๆ แต่ก็นึกไม่ ครั้นจะเอ่ยปากถามไปตามตรงก็กลัวจะโดนกำปั้นหรือฝ่าเท้ากลับมาแทนคำตอบ หลังจากเดินไปด้วยกันครู่ใหญ่ ความอยากรู้ก็บังคับให้เด็กหนุ่มโพล่งถามออกมาอย่างอดไม่ได้
“เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือครับ”
“หือ?” รีไวล์ตอบรับในลำคอ ตาชำเลืองผ่านข้ามไหล่ของตัวเองไปยังคนที่อยู่ข้างหลังก่อนตวัดกลับไปมองที่บันได้ตามเดิม “ทำไมถึงถามแบบนั้น”  
“วันนี้หัวหน้าดูเงียบกว่าทุกครั้ง”
“แล้วมันแปลกตรงไหน ฉันก็เป็นอย่างนี้ทุกวันไม่ใช่เหรอ” ตอบด้วยน้ำเสียงปราศจากอารมณ์ คิ้วสวยของเอเลนมุ่นเข้าหากันขณะที่เจ้าตัวก้าวเข้าไปใกล้คนข้างหน้าอีกนิด
“แต่วันนี้มันผิดปรกตินี่ครับ ทุกทีหัวหน้าจะนั่งสั่งงานพวกรุ่นพี่และรอจนทุกคนเข้านอนถึงจะลงมาส่งผมข้างล่าง เมื่อกี้นอกจากจะพาผมลงมาเร็วกว่าทุกวันแล้ว หัวหน้ายังสั่งให้พวกเขารออยู่ในห้อง แสดงว่าจะต้องมีการประชุมอะไรกันอีกแน่ๆ ที่ผมอยากรู้คือ เรื่องอะไร ร้ายแรงแค่ไหนและทำไมถึงไม่อยากให้ผมอยู่ด้วย”
คำถามนั่นทำให้รีไวล์หยุดชะงัก และเอี้ยวตัวหันกลับมาจ้องเอเลนอย่างสนเท่ห์กึ่งรำคาญ
“พูดพอหรือยัง” เขาถามด้วยท่าทางที่ดูเหมือนจะหงุดหงิดขึ้นมาบ้างแล้ว ถึงเอเลนจะกลัว แต่ก็ยังฝืนสูดลมหายใจเข้าเพื่อรวบรวมความกล้าก่อนย้อนคำถามกลับ
“ยังครับ จนกว่าผมจะทราบคำตอบ”
รีไวล์สบถออกมาเบาๆว่า “เชอะ” ก่อนพูดต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ถ้าอยากรู้นักก็จะบอก ที่ให้เจ้าพวกนั้นรอ เพราะฉันต้องสั่งสอนอะไรนิดหน่อย ซึ่งมันไม่ได้เกี่ยวอะไรกับแกเลยสักนิด”
ความพิโรธที่กำลังเต้นระริกอยู่ในดวงตาสีเทา ทำให้เอเลนใจหายวูบ และสำนึกได้ในทันทีว่าถ้ายังไม่อยากโดนหัวหน้าจับล่ามโซ่ห้อยหัวไว้กับเพดานแล้ว ควรยุติคำถามทั้งหมดไว้เพียงแค่นี้
“ครับ” เด็กหนุ่มรับคำเบาๆ “ผมเข้าใจแล้ว ขอโทษครับที่ถาม”
รีไวล์ไม่พูดอะไรนอกจากยืนมองเอเลนนิ่ง สีหน้าสลดกับท่าทางเงื่องหงอยของเด็กหนุ่มดูราวกับลูกสุนัขตัวน้อยแสนน่ารักจนคนเห็นอยากรวบเข้าไปกอด มือข้างหนึ่งยื่นออกไปอย่างเผลอไผลพอรู้ตัวว่าคิดอะไร ความร้อนก็เริ่มแผ่ซ่านไปทั่วใบหน้า หัวหน้าทหารผู้แข็งแกร่งรีบชักมือกลับพร้อมกับตัดบทเสียงห้วน
“ช่างเถอะ นี่ก็ดึกมากแล้ว แกควรรีบเข้านอน”
ชายหนุ่มหมุนตัวกลับจากนั้นก็เดินนำออกไปเหมือนเช่นตอนแรก ส่วนเอเลนพอเห็นแบบนั้นก็รีบก้าวตามและไม่หลุดปากถามอะไรออกมาอีกเลย เมื่อถึงห้องคุมขัง หลังจากล่ามตรวนทั้งมือและขาเรียบร้อยแล้วรีไวล์ก็กลับขึ้นไปข้างบนโดยไม่พูดคุยหรือมองเด็กหนุ่มด้วยสายตาอันอบอุ่นเหมือนทุกครั้ง ทิ้งให้เอเลนนอนน้ำตาไหลด้วยความน้อยใจ
ใจร้ายที่สุด ทั้งที่อุตส่าห์คิดถึง กลับทำเป็นเฉยชาไม่ถามไถ่ทุกข์สุขกันเลยสักคำ
คนใจดำ !
เด็กหนุ่มตัดพ้ออย่างเจ็บปวดพลางปาดน้ำตา เมื่อไม่สนใจกันแบบนี้ เขาเองก็จะตอบแทนด้วยการกระทำแบบเดียวกัน ต่อจากนี้นอกจากหน้าที่แล้ว เขาจะไม่ใยดีหัวหน้ารีไวล์อีกต่อไป
*/*/*/*/*/*/*
ด้านรีไวล์หลังจากส่งเอเลนเข้านอนแล้ว เขาก็เดินกลับขึ้นไปด้านบนด้วยหัวใจอันว้าวุ่น ทั้งที่คิดถึงเด็กหนุ่มใจแทบขาด แต่พอพบหน้า แทนที่จะซักถามถึงความเป็นอยู่ เขากลับพูดถึงแต่เรื่องงานและไม่ยอมคุยเรื่องอื่นอีกเลย และที่ไม่ยอมบอกเรื่องการตามล่าขบวนการลักลอบค้าเครื่องเคลื่อนย้ายสามมิติ เพราะแม้เอเลนจะเคยจัดการพวกไททัน แต่กับมนุษย์ด้วยกันแล้ว เด็กหนุ่มยังด้อยประสบการณ์ในการรับมือ ที่สำคัญคือเอเลนมักใช้อารมณ์ในการตัดสินใจซึ่งจะทำให้ทุกคนต้องตกอยู่ในอันตราย
อีกสิ่งที่รีไวล์กังวลคือ เส้นทางการหลบหนีของกลุ่มโจรที่อยู่ใกล้กับปราสาทของหน่วยพิเศษมาก ในความรู้สึกของเขา เจ้าพวกขยะเหล่านั้นเปรียบเสมือนมดน่ารำคาญที่วิ่งไปมาอยู่บนปลายจมูก แม้จะถูกบดขยี้ได้โดยง่ายแต่ในขณะเดียวกันหากเผลอเมื่อใดก็อาจถูกพวกมันแว้งกัดได้ทุกเวลา และถ้าคิดสัญชาตญาณของตัวเองแล้ว รีไวล์คงเลือกวิธี กวาดล้างให้สิ้นซาก มากกว่า แต่เพราะคำสั่งของเอลวินกับคำขอร้องของไนล์ เขาจึงจำต้องดำเนินการจับเป็น
ช่างเป็นการตัดสินใจที่ล่อแหลมต่อความตายสิ้นดี รีไวล์คิดอย่างหงุดหงิด เพื่อไม่ให้ลูกน้องต้องเสี่ยง เขาต้องวางแผนให้รัดกุมที่สุด พอก้าวเข้าไปในห้องอาหาร หน่วยพิเศษทั้งสี่ก็รีบลุกขึ้นและแสดงความเคารพพร้อมกัน
“หัวหน้ารีไวล์!
พอนั่งประจำที่เรียบร้อย ทุกคนก็นั่งลง กุนเทอร์ซึ่งมีตำแหน่งอาวุโสกว่าจึงเอ่ยถาม
“มีอะไรหรือครับ หัวหน้า”
“ทางกองสารวัตรทหารมาขอให้พวกเราช่วยจับโจร” รีไวล์ตอบสั้นๆ ลูกน้องทั้งสี่หันไปมองหน้ากันด้วยความแปลกใจ เพราะแต่ไหนแต่ไรมา กองสารวัตรทหารกับหน่วยสำรวจเป็นไม้เบื่อไม้เมากันมาโดยตลอด ถึงจะต้องทำงานด้วยกันในบางครั้ง ก็มักจะมีเรื่องให้ขัดแย้งกันเสมอ
“ทำไมเจ้าพวกนั้นถึงไม่ลงมือทำกันเอง” ออรูโอ้หลุดปากออกมาด้วยสีหน้าที่ไม่ชอบใจนัก ต่างจากคนอื่นที่แม้จะไม่พอใจแต่ยังคงรักษาอาการให้ดูนิ่งเฉย ไม่แสดงปฏิกิริยาใดออกมา รีไวล์จึงจำต้องตอบ
“เพราะโจรกลุ่มนี้รู้จักวิธีการทำงานของพวกกองสารวัตรทหาร และเส้นทางที่พวกมันใช้อยู่ไม่ไกลจากศูนย์บัญชาการของพวกเรา”
“หัวหน้าหมายถึงถนนสายเก่าหรือเปล่าครับ” เอลโด้ถาม “จะว่าไปวันนี้ตอนออกลาดตระเวน พวกเราเจอรอยเกวียนด้วย”
พูดพลางหันไปทางกุนเทอร์เหมือนต้องการคำยืนยัน อีกฝ่ายพยักหน้ารับพร้อมกล่าวเสริม
“ผมลองตรวจดูแล้ว รอยที่ว่านั่นจะเกิดขึ้นเมื่อสองหรือสามวันก่อน นึกสงสัยอยู่เหมือนกันว่าทางที่เก่าแถมไม่มีอะไรเลยแบบนี้ยังมีคนใช้อีกหรือ ที่แท้ก็เป็นพวกโจรนี่เอง”
“พวกมันก่อคดีอะไรมาหรือคะ” คราวนี้เพตร้าเป็นคนถามด้วยความอยากรู้ รีไวล์กระแทกลมหายใจแรงๆก่อนตอบ
“ลักลอบค้าเครื่องเคลื่อนย้ายสามมิติที่ถูกขโมยออกมาจากกองสารวัตรทหาร” เขาอธิบาย “แน่นอนว่ามีนายทหารระดับสูงเป็นคนบงการอยู่เบื้องหลังและนั่นเป็นเหตุผลที่ตัวขี้เกียจพวกนั้นวิ่งมาขอความช่วยเหลือจากเรา”     
“เฮอะ! ที่แท้กองสารวัตรทหารคิดจะรวบเจ้าพวกนั้นมาเค้นคอรีดชื่อตัวเป้งออกมาจากปาก” ออรูโอ้พูดด้วยน้ำเสียงที่ไม่น่าฟังนัก แต่ทุกคนผงกศีรษะคล้ายเห็นด้วยกับความคิดนี้  
“แต่เราไม่มีข้อมูลโจรพวกนี้เลยนี่ครับ” กุนเทอร์พูด ดวงตาสีเทาของรีไวล์ตวัดไปจ้องเขาทันที
“ฉันถึงเรียกประชุมไงล่ะ” กล่าวพลางหยิบแผนที่ออกมาจากกระเป๋าเสื้อโยนลงไปบนโต๊ะ “จากการสืบของไนล์ทำให้รู้ว่าพวกมันจะผ่านมาแถวนี้ในอีกสามวัน และเส้นทางที่โจรกลุ่มนี้ใช้ อยู่ห่างจากปราสาทของเราไม่มากนัก ปัญหาก็คือเขาไม่รู้ว่าพวกมันมีแหล่งกบดานอยู่ที่ไหน ดังนั้นหน้าที่ของพวกเราก็คือคอยจับตามองและสะกดรอยตามโจรพวกนั้นไปจนถึงที่ซ่อนและส่งสัญญาณเรียกหน่วยสำรวจเข้าจับกุม”
“เอ๋?” กุนเทอร์อุทานเบาๆ “ทำไมพวกกองสารวัตรทหารไม่เข้ามาจัดการเองละครับ”
“เพราะฉันจะเป็นคนสอบปากคำพวกมัน” รีไวล์ตอบเสียงกระด้าง “ดังนั้นนับแต่วันพรุ่งนี้ พวกแกทั้งสี่ต้องสลับกันออกไปลาดตระเวนแถวถนนสายเก่า และรีบแจ้งฉันทันทีที่เจอ”
หน่วยพิเศษทั้งสี่รับคำสั่งพร้อมกันอย่างปราศจากข้อกังขา แต่ออรูโอ้กลับเอ่ยปากถามด้วยความสงสัย เพราะจากที่ได้ยิน  รีไวล์สั่งให้พวกเขาออกลาดตระเวนแค่สี่คนเท่านั้น ไม่มีการกล่าวถึงเอเลนเลยแม้แต่คำเดียว
“แล้วเจ้าเด็กเหลือขอนั่นละครับ”  
“หมอนั่นยังเด็กเกินไป” รีไวล์ตอบสั้นๆและลุกขึ้น “กุนเทอร์ เอลโด้ นายสองคนออกลาดตระเวนเป็นชุดแรก ส่วนออรูโอ้กับเพตร้า ออกตรวจวันต่อไป”
“รับทราบ!” ทั้งสี่ลุกขึ้นจรดกำปั้นไว้ตรงหน้าอกพร้อมกับกล่าวรับคำอย่างแข็งขัน รีไวล์มองลูกน้องไล่ไปทีละคนด้วยสายตาที่แสดงถึงความพอใจ
“ไปพักผ่อนกันได้” เขาพูดทิ้งท้ายก่อนจะเดินกลับไปยังห้องของตัวเอง  

*/*/*/*/*/*