7
ขบวนทัพแบบใหม่ของเอลวิน
การมาของเอเลน
ไม่เพียงสร้างความยินดีต่อเพื่อนพ้องรุ่น 104 เท่านั้น ยังทำให้ฮันซี่ โซ หัวหน้าหมู่ผู้ปราดเปรื่องของหน่วยสำรวจพลอยตื่นเต้นไปด้วย
ทันทีที่ออกจากห้องประชุม เธอก็ตรงดิ่งไปหาเด็กหนุ่มที่ยังคงรวมกลุ่มอยู่กับเพื่อนๆ
พอเห็นหน้าก็ร้องทักอย่างร่าเริง
“ไงจ๊ะ เอเลน”
หญิงสาวปราดเข้าไปกุมมือส่วนสายตามองสำรวจไปทั่วร่างอย่างถี่ถ้วนชนิดที่เรียกได้ว่า
ทุกซอกทุกมุม ทำให้เอเลนเริ่มเขินขึ้นมานิดๆ
“สวัสดีครับคุณฮันซี่”
“หวัดดีจ้า ไม่ได้เจอกันตั้งนาน เป็นไงบ้าง
สบายดีไหม รีไวแกล้งอะไรเธอบ้างหรือเปล่า” ฮันซี่ยิงคำถามใส่เป็นชุด
โดยเฉพาะประโยคสุดท้าย มิคาสะซึ่งยืนอยู่ใกล้ๆอดเสริมไม่ได้
“นั่นสิ เจ้าเตี้ยนั่นแกล้งอะไรเธออีกไหม”
“แหม ทำไมทุกคนถึงได้มองหัวหน้ารีไวแบบนั้นกันครับ”
เอเลนย้อน “หัวหน้าเป็นคนเข้มงวดก็จริง แต่ไม่เคยลงมือหรือทำอะไรรุนแรงกับผมเลย”
“แล้วที่ศาลทหารล่ะ”
มิคาสะสวนคำถามกลับพร้อมกับกำหมัดแน่น
ความโกรธที่รีไวบังอาจเตะคนสำคัญที่สุดในชีวิตของเธอ ทำให้หญิงสาวสาบานกับตนเองว่า
จะไม่มีวันยกโทษให้หัวหน้าทหารตัวกะเปี๊ยกนั้นอย่างเด็ดขาด
“นั่นเป็นการช่วยฉันจากกองสารวัตรทหาร”
เอเลนอธิบายอย่างอ่อนใจ เพราะรู้ดีว่าต่อให้พูดยังไง
มิคาสะก็คงไม่มีวันเข้าใจในเรื่องนี้
“เธอเลิกความคิดที่จะแก้แค้นหัวหน้าได้แล้วมิคาสะ”
“ไม่มีวัน” เด็กสาวตอบ
เอเลนส่ายหน้าอย่างเอือมระอาก่อนจะหันไปทางฮันซี่ “หัวหน้ารีไวและรุ่นพี่ในหน่วยพิเศษใจดีกับผมมากครับ
นอกจากตอนนอนแล้วก็ไม่มีอะไร”
ฮันซี่ผงกศีรษะช้าๆเพราะเข้าใจถึงสิ่งที่เด็กหนุ่มพูด
“ช่วยไม่ได้นี่นะ มันเป็นคำสั่ง
พวกเขาก็ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด”
“หมายความว่าอะไรเหรอคะ”
มิคาสะหันมาถามด้วยความสงสัยและนิ่วหน้าอย่างไม่พอใจเมื่อเห็น
ฮันซี่แกล้งทำเป็นหัวร่อร่าเพื่อกลบเกลื่อน
“ไม่มีอะไร ไม่มีอะไร” หัวหน้าหมู่สติเฟื่องหยุดนิ่งเล็กน้อยก่อนก้มลงไปกระซิบ
“ตั้งแต่ครั้งนั้น เธอก็ไม่เคยแปลงร่างอีกเลยใช่ไหม”
“ครับ”
“กระทั่งตอนที่ตกใจ หวาดกลัวหรือบาดเจ็บงั้นหรือ”
“ครับ” เอเลนพูดพร้อมกับพยักหน้ารับ
ฮันซี่จึงถอยออกมาเล็กน้อยและยืนพิจารณาเด็กหนุ่มตรงหน้าพร้อมกับใช้นิ้วเคาะปลายคางของตัวเองเบาๆเหมือนกำลังใช้ความคิด
“ถึงจะยังไม่แน่ใจนัก
แต่ฉันก็พอจะเดาเงื่อนไขการกลายร่างของเธอออกบ้างแล้ว”
หยุดคำพูดไว้อึดใจและทำหน้าเหมือนนึกอะไรบ้างอย่างขึ้นมาได้ “จริงสิ
พรุ่งนี้จะมีการฝึกแผนการเดินทัพแบบใหม่ หน่วยพิเศษของรีไวก็ต้องเข้าร่วมด้วย
ได้ยินว่าเอลวินจัดห้องพิเศษสำหรับเธอไว้...”
“แต่ผมอยากอยู่กับเพื่อนๆ” เอเลนแย้งเบาๆ
ฮันซี่ทำตาโต
“เธอก็รู้ว่าไม่ได้”
“ได้โปรดเถอะครับคุณฮันซี่ ผมสัญญาว่าจะทำตัวเป็นปรกติ
ไม่สร้างปัญหาอะไรให้กับหน่วยสำรวจอย่างเด็ดขาด”
เด็กหนุ่มอ้อนวอนพร้อมกับให้คำมั่นสัญญาด้วยดวงตาจริงจัง
ฮันซี่นิ่งอยู่อึดใจก่อนจะผงกศีรษะ
“งั้นก็ได้ ฉันจะพูดกับเอลวินให้เอง”
“ขอบคุณมากครับคุณฮันซี่”
เอเลนพูดด้วยความดีใจและหันไปทางอาร์มินกับมิคาสะ “เยี่ยมเลย
ฉันมีเรื่องจะเล่าให้พวกเธอฟังเยอะแยะ มีหวังได้คุยกันจนถึงเช้า”
“อ๊ะ อ๊ะ ไม่ได้นะเอเลน
พรุ่งนี้พวกเธอต้องเรียนรู้และร่วมฝึกการเดินทางแบบใหม่ ห้ามนอนดึกอย่างเด็ดขาด”
ฮันซี่รีบปราม
เอเลนลูบท้ายทอยตัวเองแก้เขินและรับคำเบาๆ
“ครับ”
ฮันซี่ทำท่าเหมือนจะพูดต่อแต่ถูกขัดจังหวะจากทหารคนสนิทซึ่งเห็นหัวหน้าของตัวเองหายไปนานจึงเข้ามาตาม
“ได้เวลาเดินทางแล้วครับ หัวหน้าหมู่ฮันซี่”
“อ้าว เหรอ
ว้าเสียดายจังฉันมีเรื่องที่อยากจะถามเอเลนอีกตั้งเยอะแยะ”
สาวสติเฟื่องกลอกตาขึ้นและร้องออกมาอย่างผิดหวังก่อนจะหันกลับมาที่เอเลนอีกครั้ง
“ยกสัมภาระเข้าหอนอนได้เลย เอลวินต้องยอมให้เธอพักกับเพื่อนๆแน่ ฉันรับรอง”
เธอบีบไหล่เด็กหนุ่มค่อนข้างหนักก่อนจะหมุนตัวเดินจากไป
แทนที่จะทำตามตามที่ฮันซี่แนะนำ
เอเลนกลับยังยืนรีรอเหมือนไม่แน่ใจกับคำพูดของเธอเท่าใดนัก
“ทำไมคุณฮันซี่จึงแน่ใจว่าผบ.เอลวินจะอนุญาตให้ฉันนอนร่วมกับเพื่อนๆ”
“เพราะเธอมีเหตุผลที่น่าเชื่อถือ”
อาร์มินตอบ “ฉันคิดว่าคุณฮันซี่อนุมานจากเหตุการณ์ที่ผ่านมาว่า
นายต้องมีเหตุจูงใจบางอย่างถึงจะกลายร่างเป็นไททันได้”
เอเลนตีหน้าเครียด
“ฉันเองก็ไม่แน่ใจในเรื่องนั้น”
“อย่าคิดมากสิเอเลน
ในเมื่อคุณฮันซี่บอกว่าได้ ก็หมายความว่าได้”
มิคาสะพูดพลางคว้าข้อมือเด็กหนุ่มลากให้เดินไปด้วยกัน “เตียงบนของอาร์มินยังว่าง
นายไปนอนที่นั่นก็แล้วกัน”
“เดี๋ยวสิมิคาสะ
อย่าบอกนะว่าเธอจะเข้ามานอนให้หอชาย” เอเลนโพล่งถามออกมาและนิ่งเงียบในทันทีเมื่อเห็นสายตาของมิคาสะ
“แปลกตรงไหน
เพื่อนกันเองทั้งนั้น”
“แต่
เธอเป็นผู้หญิง”
เอเลนแย้งไม่เต็มเสียงนักและอดกลืนน้ำลายอย่างสยองไม่ได้เมื่อได้ยินประโยคที่อีกฝ่ายตอบกลับมา
“ก็ไม่เห็นจะเป็นอะไรนี่
ถ้าใครมีปัญหามากนักฉันจะทำให้เงียบแล้วโยนออกมาเอง”
ทุกอย่างเป็นไปตามที่ฮันซี่บอก
เพราะหลังจากเข้าไปในเรือนพักได้ไม่นาน
ทหารคนสนิทของเธอก็ย้อนกลับมาแจ้งเด็กทั้งสามว่า ผบ.เอลวินอนุญาตให้เอเลนนอนพักร่วมกับคนอื่นได้
โดยมีข้อแม้ว่าห้ามเขาออกไปข้างนอกอย่างเด็ดขาดและให้แค่คืนนี้เพียงคืนเดียวเท่านั้น
มันทำให้เอเลนดีใจจนแทบกระโดด เพราะนับตั้งแต่ไปอยู่กับหน่วยพิเศษ
นี่เป็นคืนแรกที่เขาได้รับอนุญาตให้นอนโดยไม่มีเครื่องพันธนาการ
ไม่สิ เป็นครั้งที่สองต่างหาก
เพราะในคืนก่อน รีไวปล่อยให้เขานอนโดยไม่สวมตรวนที่ข้อมือ
เอเลนหันไปมองที่ประตูพลางแอบคาดหวังเล็กๆว่าจะได้เห็นหัวหน้ายืนจ้องมาทางเขาด้วยดวงตาคมกริบ
แต่พอนึกได้ว่า รีไวต้องเดินทางเข้าเมืองพร้อมกับฮันซี่และเอลวิน เด็กหนุ่มก็ถอนใจ
และขมวดคิ้วจนหน้ายุ่งเมื่อคิดได้ว่าตัวเองกำลังหวังในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้
การเป็นคนพิเศษของหัวหน้ารีไว
ช่างเป็นความคิดที่ไร้สาระ
หัวหน้ารีไวให้ความรักและเชื่อใจลูกน้องเท่าเทียมกันหมดทุกคน
โดยเฉพาะรุ่นพี่ทั้งสี่ของหน่วยพิเศษ
ไม่มีทางที่จะมอบความสนิทสนมอย่างเกินหน้าเกินตากับเด็กใหม่ที่คอยสร้างแต่ปัญหาอย่างเขาอยู่แล้ว
เอเลนถอนใจออกมาอีกครั้งก่อนจะหันกลับไปที่อาร์มินกับมิคาสะ
และพูดจาเล่นหัวกับเพื่อนร่วมรุ่นจนกระทั่งเนสเข้ามาเตือนให้ทุกคนเข้านอน
พอเทียนทุกเล่มถูกดับลงแล้ว
เด็กหนุ่มจึงนอนมองดวงจันทร์ที่กำลังฉายแสงนวลอันเย็นเยือกผ่านเข้ามาทางหน้าต่างและผล็อยหลับไป
*/*/*/*/*
วันต่อมา
เนสได้อธิบายถึงการเคลื่อนทัพรูปแบบใหม่อีกครั้ง แต่เพิ่มเติมรายละเอียดว่าทหารแต่ละหน่วยว่าต้องอยู่ในตำแหน่งไหน
ยกเว้นหน่วยรีไวที่เขาไม่ได้ชี้ชัดลงไปว่าอยู่ตรงจุดไหนของขบวน
เมื่อเข้าใจกันดีแล้วเนสจึงออกคำสั่งให้ทหารทุกคนไปเตรียมม้า
เพื่อฝึกการเคลื่อนทัพตามวิธีที่เรียนมาโดยทหารรุ่นพี่ที่ผ่านการสู้รบมาอย่างโชกโชนจะประจำอยู่ที่ปีกทั้งสองข้าง
ส่วนทหารใหม่จะกระจายไปอยู่ตามหมู่ต่างๆ และเพราะเป็นการฝึกครั้งแรก เอลวิน มิเกะ
รีไวและฮันซี่ ซึ่งเป็นนายทหารระดับสูงจึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเข้าร่วม
เมื่อจัดกระบวนทัพเสร็จเรียบร้อยแล้ว ทั้งหมดก็เคลื่อนพลออกจากศูนย์บัญชาการ
การเดินทัพที่เอลวินคิดค้นขึ้น
ต่างจากการเดินทัพที่ทหารใหม่เคยเรียนมาแล้วอย่างสิ้นเชิง ช่วงครึ่งวันแรก
ทุกอย่างจึงดำเนินไปอย่างทุลักทุเล
เนสจึงสั่งให้ทุกคนหยุดพักและเรียกมาอธิบายอีกครั้ง จากนั้นก็เริ่มต้นซ้อมกันใหม่
แม้จะไม่สมบูรณ์นักและมีอุปสรรคอยู่บ้าง แต่ทุกอย่างก็ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี
เอเลนร่วมฝึกกับเพื่อนและทหารในหน่วยสำรวจอย่างตั้งอกตั้งใจจนกระทั่งถึงตอนเย็น
เนสจึงยุติการฝึกไว้เพียงแค่นั้นและสั่งให้ทุกคนกลับศูนย์บัญชาการ
ม้าทุกตัวต่างบ่ายหน้ากลับไปในทิศทางเดียวกันยกเว้นม้าของหน่วยพิเศษทั้งห้าที่วิ่งแยกไปอีกด้าน
มุ่งหน้ากลับปราสาทซึ่งตั้งอยู่อีกฟากหนึ่งของกำแพง
การแยกตัวอย่างปุบปับทำให้เอเลนไม่มีโอกาสได้กล่าวลากับเพื่อนๆ
ตอนแรกเด็กหนุ่มไม่ค่อยสบายใจนักและทำท่าหงุดหงิดอยู่หลายครั้ง
แต่พอกุนเทอร์อธิบายให้ฟังว่าเป็นคำสั่งของรีไว
เขาจึงหยุดและควบม้าตามรุ่นพี่โดยไม่ปริปากพูดอะไรออกมาอีกเลย
ระยะทางระหว่างศูนย์บัญชาการกับปราสาทนั้นห่างไกลกันมาก
กว่าขบวนของหน่วยพิเศษจะเดินทางไปถึงก็ค่อนข้างดึกแถมความเหน็ดเหนื่อยจากการฝึกที่มีมาตลอดทั้งวันทำให้ทุกคนแทบไม่มีแรงเหลือที่จะทำอะไร
พอเอาม้าเข้าคอกแล้ว ทั้งห้าก็เดินชักแถวกันเข้าไปในห้องพักผ่อน
แต่ก็ต้องพบกับความแปลกใจเมื่อเห็นรีไวกำลังนั่งดื่มชารออยู่
“พวกแกมาช้ากว่าที่ฉันกะเอาไว้มาก”
เขาพูดเสียงเรียบพลางกวาดตามองลูกน้องไล่ไปทีละคนและหยุดไว้ที่เอเลน
“มัวโอ้เอ้อะไรกันอยู่”
“มีปัญหาระหว่างการฝึกนิดหน่อยครับ” กุนเทอร์ตอบ
“เนสต้องเรียกทหารใหม่ทุกคนมาอธิบายรูปแบบกระบวนอีกครั้ง
เลยใช้เวลานานกว่าทุกอย่างจะเข้าที่”
“แล้วพวกแกล่ะ”
รีไวถามเหมือนไม่ได้เจาะจงไปที่ใคร แต่ดวงตากลับจ้องนิ่งอยู่ที่เอเลน
กุนเทอร์ซึ่งเข้าใจคำถามนั้นดีจึงรีบตอบ
“เอเลนทำได้ดีเกินคาดครับ”
“งั้นก็ดี” หัวหน้าของเขาตัดบทและดื่มชาเข้าไปหนึ่งอึกก่อนจะปรายตาไปยังห่อผ้าที่วางไว้กลางโต๊ะ
“นึกแล้วว่าพวกแกต้องมาช้า ฉันเลยเตรียมของพวกนี้เอาไว้ให้”
เพตร้าเดินไปแกะผ้าออกและยิ้มกว้างเมื่อพบว่าของที่อยู่ในนั้นคือขนมปังอบมาใหม่ๆกับเนยแข็งชิ้นโต
“หัวหน้าเตรียมมื้อค่ำไว้ให้พวกเราด้วย” เธอพูดอย่างดีใจ
“ขอบคุณมากค่ะ”
“ขอบคุณมากครับ หัวหน้ารีไว” กุนเทอร์ เอลโด้
ออรูโอ้พูดขึ้นมาพร้อมกันและล้อมวงหยิบขนมปังกับเนยแข็งมากินอย่างเอร็ดอร่อย
เอเลนยืนมองรุ่นพี่ที่กำลังรับประทานกันอย่างมีความสุขก่อนจะหันไปมองคนหน้าตายที่กำลังดื่มชาไปเรื่อยๆด้วยความรู้สึกซาบซึ้งใจ
เด็กหนุ่มไม่เคยคิดเลยว่า คนเฉยชา แข็งกระด้างอย่างหัวหน้ารีไว
จะมีน้ำใจเตรียมอาหารไว้รอลูกน้อง
“ขอบคุณมากครับ”
เขาพูดเบาๆพร้อมกับส่งรอยยิ้มน้อยๆให้กับรีไว
อีกฝ่ายชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะแกล้งทำเป็นเลื่อนสายตาไปด้านอื่น
กระนั้นก็ยังหลุดปากตอบ
“เออ”
เป็นคำพูดห้วนสั้นแต่น้ำเสียงกลับนุ่มน่าฟังจนเอเลนถึงกับใจเต้น
ความรู้สึกแปลกๆที่วิ่งพล่านไปทั่วตัวทำให้เด็กหนุ่มร้อนผ่าวไปทั้งร่าง
ยิ่งโดนดวงตาสีเทาคมกริบจ้องด้วยแล้ว
ทำให้เขาบังเกิดความขัดเขินไม่กล้าขยับเขยื้อนไปไหน
“อย่ามัวแต่ยืนใจลอยสิเอลน ถ้าไม่รีบมากิน
เดี๋ยวออรูโอ้ก็แย่งไปหมดนะ”
เสียงเพตร้าดึงความรู้สึกทั้งหมดกลับคืนมา
เด็กหนุ่มรีบเดินไปคว้าขนมปังยัดใส่ปากโดยพยายามไม่หันไปทางรีไว
มื้อค่ำเสร็จเร็วกว่าทุกวัน
หลังจากอาบน้ำชำระล้างร่างกายจนสะอาดกันทุกคนแล้ว
ทั้งหมดก็กลับมารวมตัวกันที่ห้องพักผ่อนอีกครั้งและพูดคุยเรื่องภารกิจครั้งต่อไป
ผ่านไปได้พักใหญ่รีไวจึงสั่งให้ทุกคนเข้านอน พอลูกน้องแยกย้ายเข้าห้องกันหมดแล้ว
เขาก็หันมาทางเอเลน
“เตรียมใจสำหรับคืนนี้ไว้แล้วหรือยัง”
จู่ๆก็ถามขึ้นมา
เด็กหนุ่มกะพริบตาปริบๆอย่างงุนงง
“เรื่องอะไรหรือครับ”
“แกต้องกลับลงไปนอนในห้องใต้ดิน”
รีไวตอบด้วยน้ำเสียงที่ค่อนข้างห้วน ใบหน้าของเอเลนสลดลงไปในทันที
“ผมต้องถูกล่ามอีกแล้วใช่ไหมครับ”
“ใช่” รีไวตอบสั้นๆ
เด็กหนุ่มก้มหน้าลงมองมือของตัวเองเหมือนต้องการทำใจนิ่งอยู่ครู่หนึ่งจึงผงกศีรษะและลุกขึ้นยืน
“ผมเข้าใจแล้ว ไปกันเถอะครับ”
พูดจบก็เดินนำออกไป
รีไวมองตามจนอีกฝ่ายพ้นประตูห้องจึงคว้าตะเกียงลุกขึ้นและก้าวตาม
ระหว่างที่ลงบันได จู่ๆเอเลนก็หันมาถาม
“หัวหน้าครับ”
“หือ” รีไวขานรับไม่ดังนัก
พอเห็นเด็กหนุ่มมีสีหน้าลังเลเหมือนคิดไม่ตกว่าควรจะพูดต่อไปดีหรือไม่ เขาก็ถาม
“มีอะไร”
“คือ...”หยุดเล็กน้อยก่อนถามต่อ
“ผมไม่รู้ว่าควรจะทำตัวยังไงดี”
“หมายความว่าอะไร” ย้อนถามเสียงห้วนเหมือนรำคาญเต็มแก่
แต่เจ้าตัวกลับมองคนที่กำลังเดินอยู่ตรงหน้าด้วยความเป็นห่วง
เอเลนขมวดคิ้วจนแทบจะผูกเป็นปม และเม้มปากน้อยๆก่อนพูดต่อ
“การที่ผมได้เข้ามาอยู่ในหน่วยพิเศษ เพราะมีพลังของไททัน
แต่ผมกลับคิดไม่ออกว่าจะใช้พลังที่ว่านี่ช่วยทุกคนได้ยังไง”
“รอจนกว่าจะถึงเวลา แล้วแกก็จะรู้เอง” รีไวตอบ
“สิ่งสำคัญคือการตัดสินใจ เพราะเมื่อถึงตอนนั้น แกอาจจะต้องเลือกว่าควรทำแบบไหน
และไม่ว่าผลลัพธ์จะออกมาในรูปใด ก็อย่าได้เสียใจอย่างเด็ดขาด”
เอเลนฟังหัวหน้าพูดจนจบ และถอนใจออกมาเบาๆ
“ถ้าทุกอย่างล้มเหลวละครับ เอ่อ
ผมหมายถึงถ้าการสำรวจในครั้งนี้พวกเราไปไม่ถึงชิกันชิน่าร์”
“แกจะกังวลไปทำไม
ปล่อยเรื่องนี้ให้เป็นหน้าที่ของฉันกับเอลวินดีกว่า สิ่งที่ควรทำในตอนนี้ก็คือ
พักผ่อนให้เต็มที่ เพราะพรุ่งนี้แกจะต้องเจอการฝึกที่หินกว่าทุกครั้ง”
พูดพลางไขประตูกรงและปล่อยให้เอเลนเดินเข้าไปก่อน
พอเด็กหนุ่มนั่งลงบนเตียงแล้วก็หันไปถาม
“พรุ่งนี้ผมต้องฝึกอะไรบ้างครับ”
“ความพร้อมของร่างกาย”
รีไวพูดพลางหยิบตรวนข้อเท้ามาถือไว้ แต่พอเห็นดวงตาสีเขียวฉายแววเศร้าออกมาแล้วเขาก็ถอนใจและวางมันลง
จากนั้นก็หย่อนตัวนั่งบนเตียงข้างเอเลน
“ฉันรู้ว่าแกไม่อยากโดนทำแบบนี้
และฉันเองก็ไม่อยากล่ามแกเหมือนกัน” พูดพลางมองเด็กหนุ่ม ซึ่งปรกติแล้วเขามักจะเฝ้าดูอยู่ห่างๆ
และรู้สึกมีความสุขแทบทุกครั้งที่เห็นดวงหน้าแสนสวย แต่พอได้พินิจใกล้ๆแล้วยิ่งใจเต้น
เพราะใบหน้าอันหมองเศร้าของเอเลนช่างงดงามเสียจนเขาต้องตะลึงงันและเผลอยื่นมือไปแตะแก้มโดยไม่รู้ตัว
“หัวหน้า...”
เสียงของเอเลนเบาเหมือนเรียกมาจากที่ไกลแสนไกล กระนั้นยังทำให้รีไวสะดุ้ง
พอรู้ตัวว่ากำลังทำอะไรเขาก็รีบชักมือกลับ
“แกดูเซียวกว่าทุกวัน” ชายหนุ่มรีบหาเรื่องเบี่ยงประเด็น
“เพราะฉะนั้นนอนได้แล้ว”
พูดจบก็คว้าตรวนสวมฉับเข้าที่ข้อมือและข้อเท้า
พอห่มผ้าให้เอเลนแล้ว รีไวก็ออกจากห้อง ปิดประตูและยืนดูจนแน่ใจว่าอีกฝ่ายหลับสนิทจึงก้าวออกจากห้องใต้ดิน
ในใจนึกด่าตัวเองด้วยความโกรธที่เผลอทำเรื่องไม่เข้าท่า แต่พอหวนนึกถึงใบหน้าของเอเลนแล้ว
ความว้าวุ่นทั้งหลายก็หายวับไป
“เจ้าเด็กเหลือขอ”
รีไวพึมพำที่หน้าห้องของเขา
และถอนใจออกมาเบาๆก่อนจะเปิดประตูและก้าวหายเข้าไปด้านใน
*/*/*/*/*/*

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น