วันอังคารที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2557

บทที่ 5 ตรวนที่ถูกละวาง

5
ตรวนที่ถูกละวาง

หินก้อนมหึมาหลุดออกจากผาเลื่อนลงไปตามทางลาดสูงชันไปได้ระยะหนึ่งจึงเริ่มพลิกและทำท่าจะกลิ้งต่อไปยังเบื้องล่าง การหมุนตัวของมันทำให้เอเลนใจหายวาบ เพราะสลิงที่ติดอยู่จะถูกดึงให้ม้วนพันไปกับก้อนหินดึงตัวเขาตามไปด้วย เด็กหนุ่มพยายามกดไกซ้ำกันเพื่อดึงมันกลับแต่ไม่เป็นผล เมื่อไม่อาจทำอะไรได้ เขาจึงจ้องหัวฉมวกที่กำลังเคลื่อนลงไปอยู่ใต้หินด้วยความหวาดกลัว
เขาจะต้องมาตายง่ายๆกับเรื่องแบบนี้เหรอ
เอเลนคิดและกำด้ามดาบแน่น ช่วงที่สิ้นหวังอยู่นั่นเอง เด็กหนุ่มก็เห็นร่างของรีไวพุ่งไปยืนอยู่บนหินก้อนนั้น มือข้างหนึ่งฉวยสายสลิงและกระชากอย่างแรงจนหลุด จากนั้นเขาก็กระโจนขึ้นมายังด้านบน คว้าตัวเอเลนพาเลี่ยงหลบไปอีกด้านอย่างรวดเร็ว
“มัวตะลึงอะไรอยู่เจ้าเด็กบ้า!” เขาตวาดข้างหูพลางกดไกยิงสลิงออกไปอีกครั้งก่อนจะเหวี่ยงตัวไปยืนบนชะง่อนผา แม้เท้าของทั้งคู่จะยืนอย่างมั่นคงอยู่บนพื้นแล้ว รีไวก็ยังไม่ยอมปล่อยเอเลนออกจากอ้อมแขน เพราะรู้ดีว่า ต่อให้เด็กหนุ่มเป็นคนใจกล้า แต่การเจอเรื่องอันตรายอย่างไม่คาดฝันแบบนี้ คงตกใจจนขวัญเสียกระเจิดกระเจิง  
ร่างกายที่กำลังสั่นสะท้านอยู่ภายในวงแขน เป็นเครื่องยืนยันได้อย่างดี
เขากระชับแขนข้างที่กอดเอเลนให้แน่นขึ้นกว่าเดิมแทนการปลอบ ถึงจะรำคาญใจกับความอ่อนเดียงสาอยู่บ้าง ชายหนุ่มกลับอดคิดด้วยความประหลาดใจไม่ได้ว่า เจ้าเด็กเหลือขอนี่ตัวสูงกว่าเขาก็จริง ร่างกายก็ดูทะมัดทะแมงสมเป็นทหาร แต่พอได้สัมผัสด้วยมือแล้วกลับตรงกันข้าม เพราะร่างกายของเด็กหนุ่มผอมบางกว่าที่เห็น ช่วงเอวก็คอดกิ่วจนเขาสามารถโอบได้รอบ   
“อ..เอ้อ ผมไม่เป็นไรแล้วครับ หัวหน้ารีไว”
เสียงพูดด้วยความประหม่าของคนในอ้อมกอดดังขัดความคิด รีไวจึงคลายวงแขนของเขาและผลักอีกฝ่ายออกไปเบาๆ
“แน่ใจนะ” ถามย้ำเมื่อเห็นสีหน้าของเด็กหนุ่มยังซีดเผือด เอเลนรีบสูดลมหายใจเข้าเพื่อรวบรวมสติกับความกล้าก่อนจะพยักหน้ารับ
“ครับ”
“งั้นก็ดี” รีไวพูดและออกคำสั่งเสียงเรียบ “แกทำให้ฉันต้องเสียเวลา รีบตามคนอื่นไปได้แล้ว”
พูดจบก็ยืนรอเป็นเชิงให้เอเลนออกตัวไปก่อน แต่พอเห็นเด็กหนุ่มยังคงยืนนิ่งแถมมีสีหน้าลังเล เขาจึงนิ่วหน้าอย่างนึกขัดใจ  
“ขนาดก้อนหินแค่นี้แกยังกลัว แล้วจะออกไปสู้กับไททันได้ยังไง”
“ผมไม่ได้กลัวก้อนหินนะครับ” เอเลนเถียงทันทีและเม้มปากแน่นเมื่อเห็นดวงตาเรียวเล็กปรายมามองอย่างดูถูก “ผ...ผมแค่ไม่แน่ใจว่า ควรจะเล็งไปที่ไหนก่อน”
“สิ่งที่ผ่านมาไม่ได้บอกอะไรแกเลยหรือ” รีไวถาม “ถ้ายังไม่กล้าตัดสินใจ ฉันก็จะทิ้งแกไว้ที่นี่” พูดพลางขยับนิ้วที่สอดอยู่ในโกร่งเตรียมกดไก
“อยากตายอยู่ในกำแพงอย่างไร้ประโยชน์ก็ตามใจ”
“ผมไม่ยอมหรอกครับ” เอเลนสวนคำทันควันและยิงสลิงออกไปทันที ร่างผอมบางกระโดดจากชะง่อนผา และเคลื่อนที่ไปยังข้างหน้าด้วยความเร็วที่ทำให้รีไวต้องเลิกคิ้ว
“ไม่เลว”
เขาพึมพำกับตัวเองอย่างถูกใจก่อนจะพุ่งตัวตาม ทั้งสองใช้เครื่องเคลื่อนย้ายสามมิติเดินทางผ่านไปตามช่องเขาด้วยความเร็วที่เกือบจะเท่าทันกัน มีสองสามครั้งที่เอเลนพบปัญหาแบบเดียวกับครั้งแรก อาศัยประสบการณ์ที่เพิ่งผ่านมาสดๆร้อนๆกับความช่วยเหลือของรีไว เด็กหนุ่มจึงผ่านพ้นอันตรายไปได้ ไม่ช้าทั้งคู่จึงถึงจุดนัดพบ ซึ่งสมาชิกหน่วยพิเศษได้เตรียมม้ารอเอาไว้
“มีเรื่องระหว่างทางหรือครับ หัวหน้า” กุนเทอร์รีบถามเพราะเห็นว่าทั้งสองมาถึงจุดนัดพบช้ากว่ากำหนด รีไวรับบังเหียนม้าจากลูกน้องพร้อมกับตอบ
“เอเลนสะดุดก้อนหินน่ะ”
เพียงเท่านั้น กุนเทอร์ เอลโด้และเพตร้าก็เข้าใจความหมายในทันที แต่ออรูโกลับทำเสียง ฮึ! ออกมาก่อนจะพูด
“ตัวถ่วงชัดๆ”
เอเลมก้มหน้ามองพื้นโดยไม่คิดจะโต้แย้งหรืออธิบายอะไร เพราะมันเป็นจริงตามที่รุ่นพี่พูด หากเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นตอนที่ทุกคนอยู่นอกกำแพง มันจะกลายเป็นตัวถ่วงที่ทำให้ทุกคนต้องเดือดร้อน
“แต่เธอก็ผ่านมาได้ไม่ใช่เหรอ” เพตร้าพูดพลางแอบเหยียบเท้าของออรูโอ้เอาไว้เพื่อไม่ให้หลุดปากปล่อยอะไรพล่อยๆออกมาอีก “การใช้เครื่องเคลื่อนย้ายสามมิติในหุบเขาเป็นเรื่องที่ยากมาก ฉันต้องฝึกตั้งสองครั้งถึงจะผ่าน”
เด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองเพตร้าเหมือนไม่เชื่อในสิ่งที่ได้ยินเท่าใดนัก แต่พอเห็นรอยยิ้มจริงใจบนใบหน้าของเธอแล้ว เขาจึงรู้ว่ามันไม่ใช่เรื่องโกหกที่สร้างขึ้นมาเพื่อปลอบใจ
“ครับ”
“น่า เอเลน” เอลโด้พูดพร้อมกับตบไหล่เด็กหนุ่มสองสามครั้ง “หมั่นฝึกบ่อยๆเดี๋ยวก็เก่งเอง”
เอเลนมองทหารรุ่นพี่ด้วยความรู้สึกซาบซึ้งในน้ำใจ
“ขอบคุณครับ”
รีไวปรายตามองลูกน้องไล่ไปทีละคนและหยุดไว้ที่เอเลน พอเห็นเด็กหนุ่มมีสีหน้าดีขึ้นและดูเหมือนว่าจะคลายความเหน็ดเหนื่อยลงไปบ้างแล้ว เขาจึงเหวี่ยงตัวขึ้นไปนั่งบนหลังม้าและออกคำสั่ง
“กลับกันได้แล้ว”
พูดจบก็ควบม้าออกไป บรรดาลูกน้องจึงรีบแยกย้ายกันขึ้นอาชาคู่ใจและควบตาม โดยเส้นทางขากลับนั้น เป็นคนละทางกับตอนขามา เพราะมันเป็นทุ่งหญ้าที่มีต้นไม้ขึ้นประปราย ซึ่งพอเอเลนหันไปมองด้านข้างก็เห็นป่าสนยักษ์ยืนทะมึนอยู่สุดสายตา
ใช้เวลาเพียงไม่นานทั้งหมดก็ถึงปราสาท เอเลนจึงได้รู้ว่า ทางที่ใช้ในตอนแรกนั้นไม่ได้มุ่งไปยังภูเขาโดยตรง แต่เป็นทางที่อ้อมไปอีกด้านทำให้ต้องใช้ระยะเวลานานกว่าปรกติ ซึ่งเด็กหนุ่มเดาเอาเองว่าที่เป็นเช่นนั้นคงเพราะหัวหน้ารีไวต้องการทดสอบความแข็งแกร่งกับความอดทนของเขา ในขณะเดียวกันก็ฝึกให้รู้จักการใช้ไหวพริบในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่ทันได้ตั้งตัว  
เป็นการกระทำอันสุดยอดสมกับเป็นบุรุษผู้แข็งแกร่งที่สุดของมวลมนุษยชาติ เอเลนคิดด้วยความรู้สึกชื่นชม อีกสิ่งหนึ่งที่สร้างความประทับใจให้กับเด็กหนุ่มเป็นอย่างยิ่งก็คือ หัวหน้ารีไวเป็นห่วงลูกน้องทุกคนอยู่ตลอดเวลา เพราะจากเหตุการณ์ในวันนี้ หากไม่มีเขาคอยช่วยเหลือ เอเลนคงตัดสินใจหาทางออกด้วยการแปลงเป็นไททัน และอาจโดนหน่วยพิเศษสังหารไปแล้วก็ได้
เด็กหนุ่มถอนใจออกมาเบาๆ พลางหวนนึกถึงตอนที่หัวหน้านั่งคุกเข่าเพื่อซ่อมแซมเครื่องเคลื่อนย้ายสามมิติ ใบหน้าคมเข้มที่กำลังก้มๆเงยๆอยู่แถวสะโพกขณะตรวจอุปกรณ์ ทำให้แก้มทั้งสองข้างเกิดอาการร้อนผ่าวขึ้นมา ยิ่งคิดถึงช่วงที่อยู่ในอ้อมแขนอันแข็งแกร่งตอนอยู่ในหุบเขาด้วยแล้ว เอเลนถึงกับร้อนวูบวาบไปทั้งตัว
ทั้งที่ตัวเตี้ยกว่าเขาแท้ๆ แต่กลับแข็งแรงอย่างไม่น่าเชื่อ คิดพลางเลื่อนสายตามองไปทางรีไว พอเห็นว่าเขากำลังมองมายังตัวเองเช่นเดียวกัน เอเลนก็รีบก้มหน้าหลบ หัวใจเต้นตึกตักอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนจนตัวเขาเองยังแปลกใจ  
นี่เขาเป็นอะไรไป ทำไมต้องเขินกับสายตาของหัวหน้ารีไวด้วย เด็กหนุ่มตั้งคำถามกับตัวเองก่อนค่อยๆเหลือบตาไปทางรีไวอีกครั้ง พอเห็นอีกฝ่ายหันไปสนทนากับกุนเทอร์ เขาก็ถอนใจออกมาอย่างโล่งอกก่อนจะหมุนตัวเพื่อไปให้พ้นจากที่นั่นแต่ต้องหยุดชะงักเมื่อรีไวเรียก
“โฮ่ย เอเลน”
“ครับ” เขารับคำและหันกลับไปหาอีกฝ่ายอย่างเร็ว รีไวจ้องกลับมาด้วยดวงตาที่เหมือนพร้อมจะเอาเรื่องทันทีหากได้ยินคำพูดไม่ถูกหูก่อนเอ่ยปากถาม
“นั่นแกจะไปไหน”
“ผม เอ้อ” คำพูดตะกุกตะกักเพราะหาคำแก้ตัวไม่ถูก “ผมจะไปช่วยคุณเพตร้าเตรียมอาหารครับ”
หลุดคำพูดออกไปพร้อมกับถอนใจน้อยๆด้วยความโล่งอกที่หาข้อแก้ตัวได้ แต่ต้องใจแป้วเมื่อเห็นคิ้วของรีไวขมวดเข้าหากัน
“วันนี้เป็นเวรของเอลโด้” หัวหน้าร่างเตี้ยกล่าวเสียงห้วนก่อนชี้มือไปทางคอกม้า “หน้าที่ของแกคือปลดอานม้าทุกตัว พาเข้าคอก ทำความสะอาดพวกมันและดูแลเรื่องอาหารกับน้ำให้เรียบร้อย”
“ครับ” เอเลนรีบรับคำและตรงดิ่งไปยังม้าตัวใกล้ที่สุดและจูงมันไปที่คอกตามสั่ง ระหว่างนั้นก็แอบมองรีไวทางหางตา พอเห็นว่าอีกฝ่ายเดินกลับเข้าไปในปราสาทแล้ว เด็กหนุ่มก็ถอนใจ
“ค่อยยังชั่ว” พูดพลางลูบม้าอย่างเบามือ ปากก็ชวนคุยเหมือนมันเป็นเพื่อนคนหนึ่ง “ถึงจะชอบหัวหน้ามากแค่ไหน ฉันก็อดกลัวเขาไม่ได้อยู่ดี”
เขาชะงักมือและขมวดคิ้ว จากนั้นก็มองอาชาตรงหน้าด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยความอยากรู้
“แกคิดว่าเขาจะชอบฉันบ้างหรือเปล่า” ถามพลางจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของม้าแสนรู้ประหนึ่งว่ามีคำตอบซ่อนอยู่ภายในนั้น แต่สิ่งที่เห็นเป็นเพียงนัยน์ตากลมโตที่ใสราวกับลูกแก้ว สุดท้ายเอเลนก็สะบัดหน้าตัวเองเบาๆ
“ฉันคิดเรื่องบ้าๆแบบนี้ออกมาได้ยังไงกันเนี่ย”  
เขาบ่นพึมพำพร้อมกับสูดลมหายใจเข้าจนเต็มปอดเพื่อปัดความคิดว้าวุ่นทั้งหลายออกไป จากนั้นก็เริ่มปลดอานม้าออกทีละตัว ทำความสะอาดและให้อาหารกับพวกมัน พอเสร็จเรียบร้อยทุกอย่างแล้วเด็กหนุ่มจึงไปอาบน้ำชำระล้างร่างกายให้สะอาดก่อนเข้าไปสมทบกับคนอื่นในห้องอาหารซึ่งก็พบกับความว่างเปล่าเพราะทุกคนจัดการมื้อค่ำกันไปหมดแล้ว 
“เอาไงดี” เอเลนถามกับตัวเองพลางมองไปรอบๆเพราะคิดว่าเพตร้าน่าจะจัดอาหารเอาไว้ให้เขาสักชุด แต่ก็ไม่พบ พอคิดว่าคืนนี้ต้องอดมื้อเย็นแน่แล้ว เด็กหนุ่มถึงกับใจแป้ว แต่ก็ยังไม่วายเดินไปเปิดตู้เก็บของด้วยความหวังว่าอาจเจออะไรที่พอกินประทังความหิวไปได้
“ทำอะไรของแกน่ะ”
เสียงดุของรีไวดังมาจากประตู เอเลนสะดุ้งสุดตัวและหันขวับไปตอบทันควัน
“ผมกำลังหาของกินอยู่ครับ”
“ไม่รู้หรือยังไงว่ามันเลยเวลามื้อเย็นไปแล้ว” คนเป็นหัวหน้าย้อนถามพลางเดินไปที่โต๊ะหยิบกาน้ำชามารินใส่ถ้วย ส่วนดวงตาชำเลืองมองไปทางเอเลนที่กำลังยืนคอตกอย่างเศร้าสร้อยมองแล้วเหมือนหมาหงอยไม่มีผิด
“แกเป็นทหาร ทำไมไม่มาให้ตรงเวลา”
“ผมทำงานอยู่นี่ครับ” เด็กหนุ่มตอบและเกือบต่อท้ายประโยคว่า ตามคำสั่งของหัวหน้าออกไปด้วย โชคดีที่ยั้งปากได้ทัน ไม่อย่างนั้นนอกจากจะอดอาหารแล้ว เขาอาจโดนกำปั้นหรือฝ่าเท้าเป็นของแถมตามมา
“ดูแลม้าแค่นี้ทำไมถึงใช้เวลานานนัก ฉันว่าแกมัวแต่งุ่มง่ามมากกว่า” รีไวตำหนิพลางยกชาขึ้นดื่ม เอเลนเม้มปากน้อยๆอย่างไม่พอใจก่อนแย้งด้วยเสียงที่ไม่ดังนัก
“ม้าตั้งห้าตัวนะครับ”
“แล้วไง” รีไวย้อนถาม “จะบอกว่าการให้อาหารม้าห้าตัวเป็นงานที่หนักเกินไปสำหรับแกงั้นหรือ”
“เปล่าครับ ผมแค่...”เอเลนตั้งท่าจะเถียงแต่ต้องเปลี่ยนใจเมื่อเห็นดวงตาของรีไวกำลังทอประกายวาววับสะท้อนกับแสงของเปลวเทียน “งั้นผมขอตัวไปนอนก่อนนะครับ”
“ห้ามแกไปไหนทั้งนั้น” รีไวพูดเสียงห้วนพลางชี้นิ้วไปที่เก้าอี้ด้านตรงข้ามแทนการออกคำสั่ง เด็กหนุ่มจึงจำต้องหย่อนตัวลงนั่งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
“มีอะไรอีกหรือครับ” ถึงกลัวจนแทบทำอะไรไม่ถูกแต่ก็อดใจไม่ได้ที่จะถาม รีไวเหลือบตาขึ้นจ้อง
“ลืมไปแล้วหรือไงว่าฉันต้องตามลงไปล่ามแก” เขาพูดและหยิบกาน้ำชารินใส่ถ้วย “แต่ตอนนี้ฉันยังไม่มีอารมณ์ เพราะฉะนั้นแกต้องนั่งอยู่ตรงนี้ไปก่อน”
มือรวบบนปากถ้วยเพื่อยกขึ้นดื่มแต่กลับหยุดชะงักเมื่อเห็นคนตรงข้ามทำหน้าจ๋อย
“มีปัญหาอะไรหรือเปล่า”
“ม...ไม่มีครับ” เอเลนรีบตอบ รีไวมองเขาเหมือนไม่เชื่อเท่าใดนักก่อนจะดื่มชาเข้าไปอึกใหญ่ พอวางถ้วยบนโต๊ะเขาก็สั่งเสียงเรียบ
“ไปที่ตู้เล็กขวามือแล้วหยิบของในนั้นออกมา” 
ถึงจะสงสัยแต่เอเลนก็ปฏิบัติตามคำสั่ง พอเปิดตู้ใบนั้นออก เด็กหนุ่มต้องยืนนิ่งเมื่อเห็นซุปชามโตกับขนมปังสองชิ้น
“นี่มัน อะไรกันครับ” ถามพร้อมกับหยิบอาหารชุดนั้นออกมา รีไวตอบโดยไม่มองหน้า
“มื้อค่ำของแกไง”
“อะไรนะครับ” เอเลนถามซ้ำอีกครั้งคล้ายไม่อยากเชื่อว่าหัวหน้าผู้แสนดุจะมีน้ำใจเก็บอาหารเอาไว้ให้ รีไวนิ่วหน้าและหันมาจ้องทันทีอย่างไม่พอใจ
“ถามมากน่ารำคาญ! ถ้าไม่นั่งกินเงียบๆฉันจะเอาขนมปังนั่นยัดปากแก”
คำขู่ที่หลุดออกมาทำให้เอเลนรีบนำอาหารไปวางที่โต๊ะและลงมือกินอย่างเร็ว ความที่ไม่อยากให้อีกฝ่ายต้องรอนาน เด็กหนุ่มจึงกัดขนมปังคำโตและกลืนลงคอโดยแทบไม่ได้เคี้ยวสลับกับตักซุปเข้าปาก ตาก็คอยชำเลืองดูรีไวเพราะกลัวว่าหากชักช้าจะทำให้เขาหงุดหงิด คิดพลางเร่งจังหวะการกินให้เร็วขึ้น อารามรีบร้อนทำให้ขนมปังติดคอ เอเลนรีบทุบอกตัวเองรัวๆส่วนมือควานไปบนโต๊ะเพื่อหาน้ำมาดื่ม แต่ต้องใจหายวาบเมื่อนึกขึ้นได้ว่า เขาไม่ได้เตรียมมันเอาไว้
“แกนี่มันเด็กชะมัด” เสียงรีไวดังข้างตัวพลางตะปบมือของเด็กหนุ่มแล้วดึงให้ไปจับถ้วยชา “เอ้านี่น้ำ!
ไม่ต้องบอกซ้ำอีกครั้งเพราะเอเลนรีบยกชาถ้วยนั้นดื่มรวดเดียวหมด พอรู้สึกค่อยยังชั่วและเริ่มหายใจได้แล้ว เขาก็รีบพูด
“ขอบคุณมากครับหัวหน้า”
รีไวไม่ได้พูดหรือโต้ตอบอะไรเลยสักคำ เขายืนมองเอเลนด้วยสายตาที่ฉายแววก้ำกึ่งระหว่างสมเพชกับเอ็นดูอยู่แวบหนึ่งก่อนจะเดินกลับไปนั่งที่เดิม
“กินช้าๆ ไม่ต้องรีบร้อน ฉันไม่อยากให้แกต้องมาตายในสภาพที่ทุเรศแบบนั้น”
น้ำเสียงเย็นชาต่างจากการแสดงออกเมื่อครู่อย่างลิบลับ แต่มันกลับทำให้เอเลนรู้สึกอบอุ่นขึ้นมาอย่างประหลาด เพราะตอนนี้เขารู้แล้วว่าภายใต้ใบหน้าที่ไม่เคยแสดงออกถึงความรู้สึกใดนั้น มีความเป็นห่วงเป็นใยคนอื่นอยู่ตลอดเวลา กระทั่งคำพูดที่ฟังเผินๆเหมือนการประชดประชัน ทำร้ายจิตใจผู้ได้ยิน หากคิดให้ดีแล้วมันแฝงอะไรไว้หลายอย่าง ทั้งคำสอน การปลอบโยนและให้กำลังใจ เอเลนแน่ใจว่าเขาจะไม่มีวันได้รับสิ่งเหล่านี้จากบุคคลที่ได้ชื่อว่า เป็นผู้สูงศักดิ์ หรือนักบวชผู้เปี่ยมไปด้วยคุณธรรมอย่างแน่นอน
ประสบการณ์ครั้งที่อยู่ในห้องสอบสวนเป็นสิ่งยืนยันได้เป็นอย่างดี
คิดพลางบิขนมปังเป็นชิ้นเล็กๆส่งเข้าปาก ส่วนตาชำเลืองมองคนที่กำลังนั่งทำหน้าตายด้านตรงกันข้าม ใจนึกอยากจะชวนคุยแต่พอคิดอีกที เขาควรนั่งกินอาหารให้เสร็จเร็วๆดีกว่า เพราะต่อให้หัวหน้ารีไวใจดีแค่ไหน หากเกิดพลาดท่าทำอะไรไม่สบอารมณ์ขึ้นมา เด็กหนุ่มอาจโดนฝ่าเท้าฟาดเข้าที่ปากได้ง่ายๆ
เมื่อขนมปังชิ้นสุดท้ายถูกกลืนลงไปในลำคอและล้างถ้วยชามเสร็จเรียบร้อยแล้ว เอเลนจึงเดินไปหาคนที่กำลังนั่งไขว่ห้างดื่มชาอย่างสบายอารมณ์พร้อมกับรายงาน
“ผมจัดการทุกอย่างเสร็จแล้วครับ”
“งั้นหรือ” รีไวตอบรับเบาๆแต่ยังคงนั่งนิ่ง พอเห็นอีกฝ่ายยืนเก้กังเขาก็เหลือบตาขึ้นมองเละเอ่ยปากถามด้วยความสงสัย “เป็นอะไรของแก”
“คือผม...” เด็กหนุ่มอ้ำอึ้งเพราะนึกหาคำพูดไม่ถูก “ผมคิดว่าหัวหน้าจะรีบเข้านอน”
“ฉันยังไม่ง่วง” รีไวพูดและขมวดคิ้วเมื่อเด็กหนุ่มยืนหันรีหันขวาง “แกจะยืนค้ำหัวฉันไปถึงเมื่อไหร่”
“ขอโทษครับ” เอเลนรีบพูดและหย่อนตัวนั่งบนเก้าอี้ที่อยู่ใกล้ตัว ตอนแรกเด็กหนุ่มคิดว่าที่รีไวยังไม่ลากเขาลงไปห้องใต้ดินเพราะมีเรื่องต้องสั่งสอนแต่พออีกฝ่ายนั่งเงียบไม่พูดไม่จา เขาจึงจำต้องหุบปากนิ่ง และแกล้งทำเป็นมองเปลวเทียนที่กำลังสั่นไหวน้อยๆไปตามลม แต่สุดท้ายเด็กหนุ่มก็ทนกับความเงียบอันน่าอึดอัดต่อไปอีกไม่ไหว เลยตัดสินใจพูดขึ้นมาก่อน
“หัวหน้ารีไวครับ”
อีกฝ่ายชำเลืองมองด้วยหางตาแต่ไม่ได้เอ่ยปากขานรับ เอเลนจึงถามต่อ
“ผมอยากรู้ว่า ถ้าวันนี้....” เขาหยุดเหมือนไม่แน่ใจว่าควรจะพูดต่อไปอีกหรือไม่แต่พอเห็นสายตาที่เริ่มฉายแววหงุดหงิดของคนเป็นหัวหน้าแล้ว จึงถามต่อ “ตอนที่ตกจากต้นไม้ ผมตั้งใจเอาตัวรอดด้วยการกลายเป็นไททัน ถ้าทำแบบนั้นจริงๆ หัวหน้าจะทำยังไงหรือครับ”
“ฉันก็จะเชือดแกน่ะสิ” รีไวตอบโดยไม่มีการลังเลเลยสักนิด ทำเอาหัวใจของเอเลนหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม
“คุณตั้งใจจะฆ่าผม งั้นหรือครับ” ถามด้วยเสียงขาดเป็นช่วงเหมือนพยายามเค้นให้หลุดออกมาจากลำคอที่แห้งผาก รีไวดื่มชาเข้าไปอึกหนึ่งก่อนตอบ
“เปล่า” เขาวางถ้วยลงบนโต๊ะ “ฉันจะตัดเอ็นที่แขนและขาก่อน จากนั้นค่อยปาดหลังคอดึงแกออกมาจากร่างของไททัน”
“อะไรนะครับ” เอเลนย้อนคำด้วยความแปลก “คุณตั้งใจทำแค่นั้นจริงๆหรือครับ ผมนึกว่าหน่วยพิเศษได้รับคำสั่งให้จับตาดูและกำจัดผมทันทีถ้าเกิดสติแตกกลายร่างเป็นไททันขึ้นมา”
“ทำแบบนั้นแล้วจะได้ประโยชน์อะไร” รีไวย้อนคำถามกลับ “อีกอย่างแกก็ไม่ได้สติแตกอะไรนี่” ดวงตาเรียวตวัดไปทางเด็กหนุ่ม “ใช่ไหม”
“ครับ”     
“งั้นก็จบเรื่อง” รีไวสรุปพร้อมกับยกชาขึ้นดื่มจนหมด พอวางถ้วยลงแล้วเขาก็ลุกขึ้น “แกไปนอนได้แล้ว เอเลน”
“เอ๋” เอเลนอุทานเบาๆอย่างงงงัน ทั้งที่เมื่อครู่เขาขอกลับเข้าห้อง รีไวไม่ยอมแต่ตอนนี้กลับบอกให้ไปนอนเสียอย่างนั้น “หัวหน้าง่วงแล้วหรือครับ”
“ยัง แต่ฉันมีงานต้องทำอีกมาก” หัวหน้าหน่วยร่างเล็กพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยพลางเดินไปที่ประตู พอรู้ว่าอีกฝ่ายยังคงนั่งอยู่กับที่เขาก็หันไปดุด้วยความรำคาญ
“จะต้องให้ฉันอุ้มไปส่งที่ห้องหรือไง”
เอเลนเด้งตัวลุกพรวดขึ้นและรีบก้าวตามรีไวที่พอพูดจบก็ออกเดินโดยไม่รอ ทั้งคู่ลงไปยังชั้นล่างโดยไม่มีการพูดคุยกันจนถึงห้องใต้ดิน แต่คราวนี้พอเปิดประตูห้องขัง เด็กหนุ่มก็เข้าไปในนั้นโดยไม่มีท่าทางอิดเอื้อนเหมือนวันที่ผ่านมา
“วันนี้แกคงเหนื่อยมากสินะ” รีไวพูดพลางสวมตรวนลงบนข้อเท้าทั้งสองข้าง แต่พอจะใส่มันลงบนข้อมือ เขากลับหยุดและมุ่นคิ้วน้อยๆ
“มีอะไรหรือครับ” เอเลนถาม ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความแปลกใจเมื่อเห็นหัวหน้าทหารปล่อยตรวนลงบนพื้นข้างเตียง
“ฉันจะปล่อยให้แกนอนสบายๆหนึ่งวัน” รีไวพูดพลางชำเลืองตามองเด็กหนุ่มแวบหนึ่งก่อนจะเดินออกจากห้องขัง พอปิดประตูลงกุญแจแล้วเขาก็เดินจากไปโดยไม่พูดอะไรอีกเลย ท่าทีที่ดูต่างไปจากทุกครั้งทำให้เอเลนต้องขมวดคิ้วด้วยความสงสับ พลางตั้งคำถามภายในใจ ทำไมหัวหน้ารีไวถึงใจดีขนาดนั้น ทั้งที่วันนี้เขาทำอะไรผิดพลาดไปตั้งหลายอย่าง ซึ่งถ้าจะกล่าวกันตามความจริงแล้ว โทษที่เขาควรได้รับคือถูกโซ่มัดไว้กับเตียงเลยด้วยซ้ำ
คิดพลางยกข้อมือทั้งสองข้างขึ้นมาพิจารณา บริเวณที่สัมผัสกับตรวนยังคงปรากฏรอยแดงจางๆ ต่อให้ใส่เสื้อแขนยาว สวมเครื่องแบบก็ไม่อาจบดบังรอยที่ว่านี้เอาไว้ได้ นึกแล้วก็ถอนใจ บางทีเหตุผลที่หัวหน้ารีไวไม่สวมตรวนให้กับเขา คงเพราะรำคาญใจหรือทนไม่ได้ที่ต้องเห็นเจ้ารอยที่ว่านี้
เด็กหนุ่มทิ้งแขนทั้งสองข้างลงกับเตียงและมองเพดานที่มีโซ่และเครื่องมือล่ามนักโทษแขวนระโยงระยางเต็มไปหมด จากแสงสว่างของเปลวเทียนที่กำลังวับไหว ทุกอันดูเก่าคร่ำคร่าและมีสนิมเกาะชวนให้ขนลุก บางชิ้นมีคราบสีน้ำตาลเกรอะกรังซึ่งเอเลนเดาเอาเองว่าน่าจะเป็นเลือดของนักโทษที่ถูกจองจำในที่แห่งนี้ เด็กหนุ่มอดไม่ได้ที่จะจินตนาการถึงคนโชคร้ายที่ถูกทรมานด้วยการโดนล่าม จับตรึงกับกำแพงหรือโดนห้อยลงมาจากเพดาน โชคดีสำหรับเขาที่ผบ.เอลวินยื่นมือเข้ามาช่วย ไม่เช่นนั้นแล้วเด็กหนุ่มคงถูกกองสารวัตรทหารจับพันธนาการอย่างเหี้ยมโหดในคุกใต้ดินอันมืดสนิทไปนานแล้ว
สิ่งดีอีกอย่างก็คือ การได้นอนบนฟูกที่นุ่มสบาย พอนึกถึงตรงนี้แล้วเอเลนก็อดถอนใจออกมาไม่ได้ ถึงรีไวจะเปลี่ยนเตียงให้ แต่มันคงจะดีกว่านี้มากถ้าได้นอนในห้องที่สามารถมองดวงจันทร์อันสวยงามในยามค่ำคืน
ความคิดอันวุ่นวายวิ่งวนอยู่ในหัวของเอเลน พอหมดเรื่องการฝึก เขาก็หวนนึกไปถึงเรื่องของไททัน และสาบานอย่างมุ่งมั่นว่าจะต้องกำจัดพวกมันให้หมดไปจากโลกนี้ จากนั้นเด็กหนุ่มก็คิดถึงเพื่อนทหารรุ่นเดียวกัน จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับกำแพงเขตทรอสต์ คงไม่มีใครเข้าร่วมกับหน่วยสำรวจอีกต่อไป เอเลนเปิดปากหาวน้อยๆขณะนึกถึงมิคาสะกับอาร์มิน ป่านนี้ทั้งสองคนจะเป็นยังไงกันบ้าง คิดพลางอ้าปากหาวอีกครั้งและผล็อยหลับไปโดยไม่รู้ตัว

*/*/*/*/*/*








ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น