5
ตรวนที่ถูกละวาง
หินก้อนมหึมาหลุดออกจากผาเลื่อนลงไปตามทางลาดสูงชันไปได้ระยะหนึ่งจึงเริ่มพลิกและทำท่าจะกลิ้งต่อไปยังเบื้องล่าง
การหมุนตัวของมันทำให้เอเลนใจหายวาบ
เพราะสลิงที่ติดอยู่จะถูกดึงให้ม้วนพันไปกับก้อนหินดึงตัวเขาตามไปด้วย
เด็กหนุ่มพยายามกดไกซ้ำกันเพื่อดึงมันกลับแต่ไม่เป็นผล เมื่อไม่อาจทำอะไรได้
เขาจึงจ้องหัวฉมวกที่กำลังเคลื่อนลงไปอยู่ใต้หินด้วยความหวาดกลัว
เขาจะต้องมาตายง่ายๆกับเรื่องแบบนี้เหรอ
เอเลนคิดและกำด้ามดาบแน่น
ช่วงที่สิ้นหวังอยู่นั่นเอง เด็กหนุ่มก็เห็นร่างของรีไวพุ่งไปยืนอยู่บนหินก้อนนั้น
มือข้างหนึ่งฉวยสายสลิงและกระชากอย่างแรงจนหลุด จากนั้นเขาก็กระโจนขึ้นมายังด้านบน
คว้าตัวเอเลนพาเลี่ยงหลบไปอีกด้านอย่างรวดเร็ว
“มัวตะลึงอะไรอยู่เจ้าเด็กบ้า!”
เขาตวาดข้างหูพลางกดไกยิงสลิงออกไปอีกครั้งก่อนจะเหวี่ยงตัวไปยืนบนชะง่อนผา
แม้เท้าของทั้งคู่จะยืนอย่างมั่นคงอยู่บนพื้นแล้ว
รีไวก็ยังไม่ยอมปล่อยเอเลนออกจากอ้อมแขน เพราะรู้ดีว่า ต่อให้เด็กหนุ่มเป็นคนใจกล้า
แต่การเจอเรื่องอันตรายอย่างไม่คาดฝันแบบนี้ คงตกใจจนขวัญเสียกระเจิดกระเจิง
ร่างกายที่กำลังสั่นสะท้านอยู่ภายในวงแขน
เป็นเครื่องยืนยันได้อย่างดี
เขากระชับแขนข้างที่กอดเอเลนให้แน่นขึ้นกว่าเดิมแทนการปลอบ
ถึงจะรำคาญใจกับความอ่อนเดียงสาอยู่บ้าง ชายหนุ่มกลับอดคิดด้วยความประหลาดใจไม่ได้ว่า
เจ้าเด็กเหลือขอนี่ตัวสูงกว่าเขาก็จริง ร่างกายก็ดูทะมัดทะแมงสมเป็นทหาร
แต่พอได้สัมผัสด้วยมือแล้วกลับตรงกันข้าม เพราะร่างกายของเด็กหนุ่มผอมบางกว่าที่เห็น
ช่วงเอวก็คอดกิ่วจนเขาสามารถโอบได้รอบ
“อ..เอ้อ ผมไม่เป็นไรแล้วครับ หัวหน้ารีไว”
เสียงพูดด้วยความประหม่าของคนในอ้อมกอดดังขัดความคิด
รีไวจึงคลายวงแขนของเขาและผลักอีกฝ่ายออกไปเบาๆ
“แน่ใจนะ”
ถามย้ำเมื่อเห็นสีหน้าของเด็กหนุ่มยังซีดเผือด เอเลนรีบสูดลมหายใจเข้าเพื่อรวบรวมสติกับความกล้าก่อนจะพยักหน้ารับ
“ครับ”
“งั้นก็ดี” รีไวพูดและออกคำสั่งเสียงเรียบ
“แกทำให้ฉันต้องเสียเวลา รีบตามคนอื่นไปได้แล้ว”
พูดจบก็ยืนรอเป็นเชิงให้เอเลนออกตัวไปก่อน
แต่พอเห็นเด็กหนุ่มยังคงยืนนิ่งแถมมีสีหน้าลังเล เขาจึงนิ่วหน้าอย่างนึกขัดใจ
“ขนาดก้อนหินแค่นี้แกยังกลัว แล้วจะออกไปสู้กับไททันได้ยังไง”
“ผมไม่ได้กลัวก้อนหินนะครับ”
เอเลนเถียงทันทีและเม้มปากแน่นเมื่อเห็นดวงตาเรียวเล็กปรายมามองอย่างดูถูก
“ผ...ผมแค่ไม่แน่ใจว่า ควรจะเล็งไปที่ไหนก่อน”
“สิ่งที่ผ่านมาไม่ได้บอกอะไรแกเลยหรือ” รีไวถาม
“ถ้ายังไม่กล้าตัดสินใจ ฉันก็จะทิ้งแกไว้ที่นี่”
พูดพลางขยับนิ้วที่สอดอยู่ในโกร่งเตรียมกดไก
“อยากตายอยู่ในกำแพงอย่างไร้ประโยชน์ก็ตามใจ”
“ผมไม่ยอมหรอกครับ”
เอเลนสวนคำทันควันและยิงสลิงออกไปทันที ร่างผอมบางกระโดดจากชะง่อนผา
และเคลื่อนที่ไปยังข้างหน้าด้วยความเร็วที่ทำให้รีไวต้องเลิกคิ้ว
“ไม่เลว”
เขาพึมพำกับตัวเองอย่างถูกใจก่อนจะพุ่งตัวตาม
ทั้งสองใช้เครื่องเคลื่อนย้ายสามมิติเดินทางผ่านไปตามช่องเขาด้วยความเร็วที่เกือบจะเท่าทันกัน
มีสองสามครั้งที่เอเลนพบปัญหาแบบเดียวกับครั้งแรก อาศัยประสบการณ์ที่เพิ่งผ่านมาสดๆร้อนๆกับความช่วยเหลือของรีไว
เด็กหนุ่มจึงผ่านพ้นอันตรายไปได้ ไม่ช้าทั้งคู่จึงถึงจุดนัดพบ
ซึ่งสมาชิกหน่วยพิเศษได้เตรียมม้ารอเอาไว้
“มีเรื่องระหว่างทางหรือครับ หัวหน้า”
กุนเทอร์รีบถามเพราะเห็นว่าทั้งสองมาถึงจุดนัดพบช้ากว่ากำหนด รีไวรับบังเหียนม้าจากลูกน้องพร้อมกับตอบ
“เอเลนสะดุดก้อนหินน่ะ”
เพียงเท่านั้น กุนเทอร์
เอลโด้และเพตร้าก็เข้าใจความหมายในทันที แต่ออรูโกลับทำเสียง ฮึ! ออกมาก่อนจะพูด
“ตัวถ่วงชัดๆ”
เอเลมก้มหน้ามองพื้นโดยไม่คิดจะโต้แย้งหรืออธิบายอะไร
เพราะมันเป็นจริงตามที่รุ่นพี่พูด หากเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นตอนที่ทุกคนอยู่นอกกำแพง
มันจะกลายเป็นตัวถ่วงที่ทำให้ทุกคนต้องเดือดร้อน
“แต่เธอก็ผ่านมาได้ไม่ใช่เหรอ” เพตร้าพูดพลางแอบเหยียบเท้าของออรูโอ้เอาไว้เพื่อไม่ให้หลุดปากปล่อยอะไรพล่อยๆออกมาอีก
“การใช้เครื่องเคลื่อนย้ายสามมิติในหุบเขาเป็นเรื่องที่ยากมาก
ฉันต้องฝึกตั้งสองครั้งถึงจะผ่าน”
เด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองเพตร้าเหมือนไม่เชื่อในสิ่งที่ได้ยินเท่าใดนัก
แต่พอเห็นรอยยิ้มจริงใจบนใบหน้าของเธอแล้ว
เขาจึงรู้ว่ามันไม่ใช่เรื่องโกหกที่สร้างขึ้นมาเพื่อปลอบใจ
“ครับ”
“น่า เอเลน” เอลโด้พูดพร้อมกับตบไหล่เด็กหนุ่มสองสามครั้ง
“หมั่นฝึกบ่อยๆเดี๋ยวก็เก่งเอง”
เอเลนมองทหารรุ่นพี่ด้วยความรู้สึกซาบซึ้งในน้ำใจ
“ขอบคุณครับ”
รีไวปรายตามองลูกน้องไล่ไปทีละคนและหยุดไว้ที่เอเลน
พอเห็นเด็กหนุ่มมีสีหน้าดีขึ้นและดูเหมือนว่าจะคลายความเหน็ดเหนื่อยลงไปบ้างแล้ว
เขาจึงเหวี่ยงตัวขึ้นไปนั่งบนหลังม้าและออกคำสั่ง
“กลับกันได้แล้ว”
พูดจบก็ควบม้าออกไป
บรรดาลูกน้องจึงรีบแยกย้ายกันขึ้นอาชาคู่ใจและควบตาม โดยเส้นทางขากลับนั้น
เป็นคนละทางกับตอนขามา เพราะมันเป็นทุ่งหญ้าที่มีต้นไม้ขึ้นประปราย
ซึ่งพอเอเลนหันไปมองด้านข้างก็เห็นป่าสนยักษ์ยืนทะมึนอยู่สุดสายตา
ใช้เวลาเพียงไม่นานทั้งหมดก็ถึงปราสาท เอเลนจึงได้รู้ว่า
ทางที่ใช้ในตอนแรกนั้นไม่ได้มุ่งไปยังภูเขาโดยตรง แต่เป็นทางที่อ้อมไปอีกด้านทำให้ต้องใช้ระยะเวลานานกว่าปรกติ
ซึ่งเด็กหนุ่มเดาเอาเองว่าที่เป็นเช่นนั้นคงเพราะหัวหน้ารีไวต้องการทดสอบความแข็งแกร่งกับความอดทนของเขา
ในขณะเดียวกันก็ฝึกให้รู้จักการใช้ไหวพริบในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่ทันได้ตั้งตัว
เป็นการกระทำอันสุดยอดสมกับเป็นบุรุษผู้แข็งแกร่งที่สุดของมวลมนุษยชาติ
เอเลนคิดด้วยความรู้สึกชื่นชม อีกสิ่งหนึ่งที่สร้างความประทับใจให้กับเด็กหนุ่มเป็นอย่างยิ่งก็คือ
หัวหน้ารีไวเป็นห่วงลูกน้องทุกคนอยู่ตลอดเวลา เพราะจากเหตุการณ์ในวันนี้
หากไม่มีเขาคอยช่วยเหลือ เอเลนคงตัดสินใจหาทางออกด้วยการแปลงเป็นไททัน
และอาจโดนหน่วยพิเศษสังหารไปแล้วก็ได้
เด็กหนุ่มถอนใจออกมาเบาๆ
พลางหวนนึกถึงตอนที่หัวหน้านั่งคุกเข่าเพื่อซ่อมแซมเครื่องเคลื่อนย้ายสามมิติ
ใบหน้าคมเข้มที่กำลังก้มๆเงยๆอยู่แถวสะโพกขณะตรวจอุปกรณ์
ทำให้แก้มทั้งสองข้างเกิดอาการร้อนผ่าวขึ้นมา
ยิ่งคิดถึงช่วงที่อยู่ในอ้อมแขนอันแข็งแกร่งตอนอยู่ในหุบเขาด้วยแล้ว
เอเลนถึงกับร้อนวูบวาบไปทั้งตัว
ทั้งที่ตัวเตี้ยกว่าเขาแท้ๆ
แต่กลับแข็งแรงอย่างไม่น่าเชื่อ คิดพลางเลื่อนสายตามองไปทางรีไว
พอเห็นว่าเขากำลังมองมายังตัวเองเช่นเดียวกัน เอเลนก็รีบก้มหน้าหลบ หัวใจเต้นตึกตักอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนจนตัวเขาเองยังแปลกใจ
นี่เขาเป็นอะไรไป
ทำไมต้องเขินกับสายตาของหัวหน้ารีไวด้วย เด็กหนุ่มตั้งคำถามกับตัวเองก่อนค่อยๆเหลือบตาไปทางรีไวอีกครั้ง
พอเห็นอีกฝ่ายหันไปสนทนากับกุนเทอร์
เขาก็ถอนใจออกมาอย่างโล่งอกก่อนจะหมุนตัวเพื่อไปให้พ้นจากที่นั่นแต่ต้องหยุดชะงักเมื่อรีไวเรียก
“โฮ่ย เอเลน”
“ครับ” เขารับคำและหันกลับไปหาอีกฝ่ายอย่างเร็ว
รีไวจ้องกลับมาด้วยดวงตาที่เหมือนพร้อมจะเอาเรื่องทันทีหากได้ยินคำพูดไม่ถูกหูก่อนเอ่ยปากถาม
“นั่นแกจะไปไหน”
“ผม เอ้อ” คำพูดตะกุกตะกักเพราะหาคำแก้ตัวไม่ถูก
“ผมจะไปช่วยคุณเพตร้าเตรียมอาหารครับ”
หลุดคำพูดออกไปพร้อมกับถอนใจน้อยๆด้วยความโล่งอกที่หาข้อแก้ตัวได้
แต่ต้องใจแป้วเมื่อเห็นคิ้วของรีไวขมวดเข้าหากัน
“วันนี้เป็นเวรของเอลโด้”
หัวหน้าร่างเตี้ยกล่าวเสียงห้วนก่อนชี้มือไปทางคอกม้า
“หน้าที่ของแกคือปลดอานม้าทุกตัว พาเข้าคอก
ทำความสะอาดพวกมันและดูแลเรื่องอาหารกับน้ำให้เรียบร้อย”
“ครับ” เอเลนรีบรับคำและตรงดิ่งไปยังม้าตัวใกล้ที่สุดและจูงมันไปที่คอกตามสั่ง
ระหว่างนั้นก็แอบมองรีไวทางหางตา พอเห็นว่าอีกฝ่ายเดินกลับเข้าไปในปราสาทแล้ว
เด็กหนุ่มก็ถอนใจ
“ค่อยยังชั่ว” พูดพลางลูบม้าอย่างเบามือ
ปากก็ชวนคุยเหมือนมันเป็นเพื่อนคนหนึ่ง “ถึงจะชอบหัวหน้ามากแค่ไหน
ฉันก็อดกลัวเขาไม่ได้อยู่ดี”
เขาชะงักมือและขมวดคิ้ว
จากนั้นก็มองอาชาตรงหน้าด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยความอยากรู้
“แกคิดว่าเขาจะชอบฉันบ้างหรือเปล่า” ถามพลางจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของม้าแสนรู้ประหนึ่งว่ามีคำตอบซ่อนอยู่ภายในนั้น
แต่สิ่งที่เห็นเป็นเพียงนัยน์ตากลมโตที่ใสราวกับลูกแก้ว สุดท้ายเอเลนก็สะบัดหน้าตัวเองเบาๆ
“ฉันคิดเรื่องบ้าๆแบบนี้ออกมาได้ยังไงกันเนี่ย”
เขาบ่นพึมพำพร้อมกับสูดลมหายใจเข้าจนเต็มปอดเพื่อปัดความคิดว้าวุ่นทั้งหลายออกไป
จากนั้นก็เริ่มปลดอานม้าออกทีละตัว ทำความสะอาดและให้อาหารกับพวกมัน
พอเสร็จเรียบร้อยทุกอย่างแล้วเด็กหนุ่มจึงไปอาบน้ำชำระล้างร่างกายให้สะอาดก่อนเข้าไปสมทบกับคนอื่นในห้องอาหารซึ่งก็พบกับความว่างเปล่าเพราะทุกคนจัดการมื้อค่ำกันไปหมดแล้ว
“เอาไงดี”
เอเลนถามกับตัวเองพลางมองไปรอบๆเพราะคิดว่าเพตร้าน่าจะจัดอาหารเอาไว้ให้เขาสักชุด
แต่ก็ไม่พบ พอคิดว่าคืนนี้ต้องอดมื้อเย็นแน่แล้ว เด็กหนุ่มถึงกับใจแป้ว
แต่ก็ยังไม่วายเดินไปเปิดตู้เก็บของด้วยความหวังว่าอาจเจออะไรที่พอกินประทังความหิวไปได้
“ทำอะไรของแกน่ะ”
เสียงดุของรีไวดังมาจากประตู
เอเลนสะดุ้งสุดตัวและหันขวับไปตอบทันควัน
“ผมกำลังหาของกินอยู่ครับ”
“ไม่รู้หรือยังไงว่ามันเลยเวลามื้อเย็นไปแล้ว”
คนเป็นหัวหน้าย้อนถามพลางเดินไปที่โต๊ะหยิบกาน้ำชามารินใส่ถ้วย
ส่วนดวงตาชำเลืองมองไปทางเอเลนที่กำลังยืนคอตกอย่างเศร้าสร้อยมองแล้วเหมือนหมาหงอยไม่มีผิด
“แกเป็นทหาร ทำไมไม่มาให้ตรงเวลา”
“ผมทำงานอยู่นี่ครับ”
เด็กหนุ่มตอบและเกือบต่อท้ายประโยคว่า ‘ตามคำสั่งของหัวหน้า’ ออกไปด้วย โชคดีที่ยั้งปากได้ทัน ไม่อย่างนั้นนอกจากจะอดอาหารแล้ว
เขาอาจโดนกำปั้นหรือฝ่าเท้าเป็นของแถมตามมา
“ดูแลม้าแค่นี้ทำไมถึงใช้เวลานานนัก
ฉันว่าแกมัวแต่งุ่มง่ามมากกว่า” รีไวตำหนิพลางยกชาขึ้นดื่ม
เอเลนเม้มปากน้อยๆอย่างไม่พอใจก่อนแย้งด้วยเสียงที่ไม่ดังนัก
“ม้าตั้งห้าตัวนะครับ”
“แล้วไง” รีไวย้อนถาม “จะบอกว่าการให้อาหารม้าห้าตัวเป็นงานที่หนักเกินไปสำหรับแกงั้นหรือ”
“เปล่าครับ
ผมแค่...”เอเลนตั้งท่าจะเถียงแต่ต้องเปลี่ยนใจเมื่อเห็นดวงตาของรีไวกำลังทอประกายวาววับสะท้อนกับแสงของเปลวเทียน
“งั้นผมขอตัวไปนอนก่อนนะครับ”
“ห้ามแกไปไหนทั้งนั้น”
รีไวพูดเสียงห้วนพลางชี้นิ้วไปที่เก้าอี้ด้านตรงข้ามแทนการออกคำสั่ง
เด็กหนุ่มจึงจำต้องหย่อนตัวลงนั่งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
“มีอะไรอีกหรือครับ”
ถึงกลัวจนแทบทำอะไรไม่ถูกแต่ก็อดใจไม่ได้ที่จะถาม รีไวเหลือบตาขึ้นจ้อง
“ลืมไปแล้วหรือไงว่าฉันต้องตามลงไปล่ามแก”
เขาพูดและหยิบกาน้ำชารินใส่ถ้วย “แต่ตอนนี้ฉันยังไม่มีอารมณ์
เพราะฉะนั้นแกต้องนั่งอยู่ตรงนี้ไปก่อน”
มือรวบบนปากถ้วยเพื่อยกขึ้นดื่มแต่กลับหยุดชะงักเมื่อเห็นคนตรงข้ามทำหน้าจ๋อย
“มีปัญหาอะไรหรือเปล่า”
“ม...ไม่มีครับ” เอเลนรีบตอบ
รีไวมองเขาเหมือนไม่เชื่อเท่าใดนักก่อนจะดื่มชาเข้าไปอึกใหญ่
พอวางถ้วยบนโต๊ะเขาก็สั่งเสียงเรียบ
“ไปที่ตู้เล็กขวามือแล้วหยิบของในนั้นออกมา”
ถึงจะสงสัยแต่เอเลนก็ปฏิบัติตามคำสั่ง
พอเปิดตู้ใบนั้นออก เด็กหนุ่มต้องยืนนิ่งเมื่อเห็นซุปชามโตกับขนมปังสองชิ้น
“นี่มัน อะไรกันครับ”
ถามพร้อมกับหยิบอาหารชุดนั้นออกมา รีไวตอบโดยไม่มองหน้า
“มื้อค่ำของแกไง”
“อะไรนะครับ” เอเลนถามซ้ำอีกครั้งคล้ายไม่อยากเชื่อว่าหัวหน้าผู้แสนดุจะมีน้ำใจเก็บอาหารเอาไว้ให้
รีไวนิ่วหน้าและหันมาจ้องทันทีอย่างไม่พอใจ
“ถามมากน่ารำคาญ! ถ้าไม่นั่งกินเงียบๆฉันจะเอาขนมปังนั่นยัดปากแก”
คำขู่ที่หลุดออกมาทำให้เอเลนรีบนำอาหารไปวางที่โต๊ะและลงมือกินอย่างเร็ว
ความที่ไม่อยากให้อีกฝ่ายต้องรอนาน
เด็กหนุ่มจึงกัดขนมปังคำโตและกลืนลงคอโดยแทบไม่ได้เคี้ยวสลับกับตักซุปเข้าปาก
ตาก็คอยชำเลืองดูรีไวเพราะกลัวว่าหากชักช้าจะทำให้เขาหงุดหงิด คิดพลางเร่งจังหวะการกินให้เร็วขึ้น
อารามรีบร้อนทำให้ขนมปังติดคอ เอเลนรีบทุบอกตัวเองรัวๆส่วนมือควานไปบนโต๊ะเพื่อหาน้ำมาดื่ม
แต่ต้องใจหายวาบเมื่อนึกขึ้นได้ว่า เขาไม่ได้เตรียมมันเอาไว้
“แกนี่มันเด็กชะมัด” เสียงรีไวดังข้างตัวพลางตะปบมือของเด็กหนุ่มแล้วดึงให้ไปจับถ้วยชา
“เอ้านี่น้ำ!”
ไม่ต้องบอกซ้ำอีกครั้งเพราะเอเลนรีบยกชาถ้วยนั้นดื่มรวดเดียวหมด
พอรู้สึกค่อยยังชั่วและเริ่มหายใจได้แล้ว เขาก็รีบพูด
“ขอบคุณมากครับหัวหน้า”
รีไวไม่ได้พูดหรือโต้ตอบอะไรเลยสักคำ
เขายืนมองเอเลนด้วยสายตาที่ฉายแววก้ำกึ่งระหว่างสมเพชกับเอ็นดูอยู่แวบหนึ่งก่อนจะเดินกลับไปนั่งที่เดิม
“กินช้าๆ ไม่ต้องรีบร้อน
ฉันไม่อยากให้แกต้องมาตายในสภาพที่ทุเรศแบบนั้น”
น้ำเสียงเย็นชาต่างจากการแสดงออกเมื่อครู่อย่างลิบลับ
แต่มันกลับทำให้เอเลนรู้สึกอบอุ่นขึ้นมาอย่างประหลาด เพราะตอนนี้เขารู้แล้วว่าภายใต้ใบหน้าที่ไม่เคยแสดงออกถึงความรู้สึกใดนั้น
มีความเป็นห่วงเป็นใยคนอื่นอยู่ตลอดเวลา กระทั่งคำพูดที่ฟังเผินๆเหมือนการประชดประชัน
ทำร้ายจิตใจผู้ได้ยิน หากคิดให้ดีแล้วมันแฝงอะไรไว้หลายอย่าง ทั้งคำสอน
การปลอบโยนและให้กำลังใจ เอเลนแน่ใจว่าเขาจะไม่มีวันได้รับสิ่งเหล่านี้จากบุคคลที่ได้ชื่อว่า
เป็นผู้สูงศักดิ์ หรือนักบวชผู้เปี่ยมไปด้วยคุณธรรมอย่างแน่นอน
ประสบการณ์ครั้งที่อยู่ในห้องสอบสวนเป็นสิ่งยืนยันได้เป็นอย่างดี
คิดพลางบิขนมปังเป็นชิ้นเล็กๆส่งเข้าปาก ส่วนตาชำเลืองมองคนที่กำลังนั่งทำหน้าตายด้านตรงกันข้าม
ใจนึกอยากจะชวนคุยแต่พอคิดอีกที เขาควรนั่งกินอาหารให้เสร็จเร็วๆดีกว่า
เพราะต่อให้หัวหน้ารีไวใจดีแค่ไหน หากเกิดพลาดท่าทำอะไรไม่สบอารมณ์ขึ้นมา
เด็กหนุ่มอาจโดนฝ่าเท้าฟาดเข้าที่ปากได้ง่ายๆ
เมื่อขนมปังชิ้นสุดท้ายถูกกลืนลงไปในลำคอและล้างถ้วยชามเสร็จเรียบร้อยแล้ว
เอเลนจึงเดินไปหาคนที่กำลังนั่งไขว่ห้างดื่มชาอย่างสบายอารมณ์พร้อมกับรายงาน
“ผมจัดการทุกอย่างเสร็จแล้วครับ”
“งั้นหรือ” รีไวตอบรับเบาๆแต่ยังคงนั่งนิ่ง
พอเห็นอีกฝ่ายยืนเก้กังเขาก็เหลือบตาขึ้นมองเละเอ่ยปากถามด้วยความสงสัย
“เป็นอะไรของแก”
“คือผม...”
เด็กหนุ่มอ้ำอึ้งเพราะนึกหาคำพูดไม่ถูก “ผมคิดว่าหัวหน้าจะรีบเข้านอน”
“ฉันยังไม่ง่วง”
รีไวพูดและขมวดคิ้วเมื่อเด็กหนุ่มยืนหันรีหันขวาง
“แกจะยืนค้ำหัวฉันไปถึงเมื่อไหร่”
“ขอโทษครับ”
เอเลนรีบพูดและหย่อนตัวนั่งบนเก้าอี้ที่อยู่ใกล้ตัว ตอนแรกเด็กหนุ่มคิดว่าที่รีไวยังไม่ลากเขาลงไปห้องใต้ดินเพราะมีเรื่องต้องสั่งสอนแต่พออีกฝ่ายนั่งเงียบไม่พูดไม่จา
เขาจึงจำต้องหุบปากนิ่ง และแกล้งทำเป็นมองเปลวเทียนที่กำลังสั่นไหวน้อยๆไปตามลม
แต่สุดท้ายเด็กหนุ่มก็ทนกับความเงียบอันน่าอึดอัดต่อไปอีกไม่ไหว
เลยตัดสินใจพูดขึ้นมาก่อน
“หัวหน้ารีไวครับ”
อีกฝ่ายชำเลืองมองด้วยหางตาแต่ไม่ได้เอ่ยปากขานรับ
เอเลนจึงถามต่อ
“ผมอยากรู้ว่า ถ้าวันนี้....”
เขาหยุดเหมือนไม่แน่ใจว่าควรจะพูดต่อไปอีกหรือไม่แต่พอเห็นสายตาที่เริ่มฉายแววหงุดหงิดของคนเป็นหัวหน้าแล้ว
จึงถามต่อ “ตอนที่ตกจากต้นไม้ ผมตั้งใจเอาตัวรอดด้วยการกลายเป็นไททัน
ถ้าทำแบบนั้นจริงๆ หัวหน้าจะทำยังไงหรือครับ”
“ฉันก็จะเชือดแกน่ะสิ”
รีไวตอบโดยไม่มีการลังเลเลยสักนิด ทำเอาหัวใจของเอเลนหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม
“คุณตั้งใจจะฆ่าผม งั้นหรือครับ”
ถามด้วยเสียงขาดเป็นช่วงเหมือนพยายามเค้นให้หลุดออกมาจากลำคอที่แห้งผาก
รีไวดื่มชาเข้าไปอึกหนึ่งก่อนตอบ
“เปล่า” เขาวางถ้วยลงบนโต๊ะ
“ฉันจะตัดเอ็นที่แขนและขาก่อน จากนั้นค่อยปาดหลังคอดึงแกออกมาจากร่างของไททัน”
“อะไรนะครับ” เอเลนย้อนคำด้วยความแปลก
“คุณตั้งใจทำแค่นั้นจริงๆหรือครับ ผมนึกว่าหน่วยพิเศษได้รับคำสั่งให้จับตาดูและกำจัดผมทันทีถ้าเกิดสติแตกกลายร่างเป็นไททันขึ้นมา”
“ทำแบบนั้นแล้วจะได้ประโยชน์อะไร”
รีไวย้อนคำถามกลับ “อีกอย่างแกก็ไม่ได้สติแตกอะไรนี่”
ดวงตาเรียวตวัดไปทางเด็กหนุ่ม “ใช่ไหม”
“ครับ”
“งั้นก็จบเรื่อง”
รีไวสรุปพร้อมกับยกชาขึ้นดื่มจนหมด พอวางถ้วยลงแล้วเขาก็ลุกขึ้น “แกไปนอนได้แล้ว
เอเลน”
“เอ๋” เอเลนอุทานเบาๆอย่างงงงัน
ทั้งที่เมื่อครู่เขาขอกลับเข้าห้อง
รีไวไม่ยอมแต่ตอนนี้กลับบอกให้ไปนอนเสียอย่างนั้น “หัวหน้าง่วงแล้วหรือครับ”
“ยัง แต่ฉันมีงานต้องทำอีกมาก”
หัวหน้าหน่วยร่างเล็กพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยพลางเดินไปที่ประตู
พอรู้ว่าอีกฝ่ายยังคงนั่งอยู่กับที่เขาก็หันไปดุด้วยความรำคาญ
“จะต้องให้ฉันอุ้มไปส่งที่ห้องหรือไง”
เอเลนเด้งตัวลุกพรวดขึ้นและรีบก้าวตามรีไวที่พอพูดจบก็ออกเดินโดยไม่รอ
ทั้งคู่ลงไปยังชั้นล่างโดยไม่มีการพูดคุยกันจนถึงห้องใต้ดิน
แต่คราวนี้พอเปิดประตูห้องขัง
เด็กหนุ่มก็เข้าไปในนั้นโดยไม่มีท่าทางอิดเอื้อนเหมือนวันที่ผ่านมา
“วันนี้แกคงเหนื่อยมากสินะ”
รีไวพูดพลางสวมตรวนลงบนข้อเท้าทั้งสองข้าง แต่พอจะใส่มันลงบนข้อมือ
เขากลับหยุดและมุ่นคิ้วน้อยๆ
“มีอะไรหรือครับ” เอเลนถาม
ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความแปลกใจเมื่อเห็นหัวหน้าทหารปล่อยตรวนลงบนพื้นข้างเตียง
“ฉันจะปล่อยให้แกนอนสบายๆหนึ่งวัน”
รีไวพูดพลางชำเลืองตามองเด็กหนุ่มแวบหนึ่งก่อนจะเดินออกจากห้องขัง
พอปิดประตูลงกุญแจแล้วเขาก็เดินจากไปโดยไม่พูดอะไรอีกเลย ท่าทีที่ดูต่างไปจากทุกครั้งทำให้เอเลนต้องขมวดคิ้วด้วยความสงสับ
พลางตั้งคำถามภายในใจ ทำไมหัวหน้ารีไวถึงใจดีขนาดนั้น ทั้งที่วันนี้เขาทำอะไรผิดพลาดไปตั้งหลายอย่าง
ซึ่งถ้าจะกล่าวกันตามความจริงแล้ว
โทษที่เขาควรได้รับคือถูกโซ่มัดไว้กับเตียงเลยด้วยซ้ำ
คิดพลางยกข้อมือทั้งสองข้างขึ้นมาพิจารณา
บริเวณที่สัมผัสกับตรวนยังคงปรากฏรอยแดงจางๆ ต่อให้ใส่เสื้อแขนยาว
สวมเครื่องแบบก็ไม่อาจบดบังรอยที่ว่านี้เอาไว้ได้ นึกแล้วก็ถอนใจ บางทีเหตุผลที่หัวหน้ารีไวไม่สวมตรวนให้กับเขา
คงเพราะรำคาญใจหรือทนไม่ได้ที่ต้องเห็นเจ้ารอยที่ว่านี้
เด็กหนุ่มทิ้งแขนทั้งสองข้างลงกับเตียงและมองเพดานที่มีโซ่และเครื่องมือล่ามนักโทษแขวนระโยงระยางเต็มไปหมด
จากแสงสว่างของเปลวเทียนที่กำลังวับไหว
ทุกอันดูเก่าคร่ำคร่าและมีสนิมเกาะชวนให้ขนลุก บางชิ้นมีคราบสีน้ำตาลเกรอะกรังซึ่งเอเลนเดาเอาเองว่าน่าจะเป็นเลือดของนักโทษที่ถูกจองจำในที่แห่งนี้
เด็กหนุ่มอดไม่ได้ที่จะจินตนาการถึงคนโชคร้ายที่ถูกทรมานด้วยการโดนล่าม
จับตรึงกับกำแพงหรือโดนห้อยลงมาจากเพดาน โชคดีสำหรับเขาที่ผบ.เอลวินยื่นมือเข้ามาช่วย
ไม่เช่นนั้นแล้วเด็กหนุ่มคงถูกกองสารวัตรทหารจับพันธนาการอย่างเหี้ยมโหดในคุกใต้ดินอันมืดสนิทไปนานแล้ว
สิ่งดีอีกอย่างก็คือ การได้นอนบนฟูกที่นุ่มสบาย
พอนึกถึงตรงนี้แล้วเอเลนก็อดถอนใจออกมาไม่ได้ ถึงรีไวจะเปลี่ยนเตียงให้
แต่มันคงจะดีกว่านี้มากถ้าได้นอนในห้องที่สามารถมองดวงจันทร์อันสวยงามในยามค่ำคืน
ความคิดอันวุ่นวายวิ่งวนอยู่ในหัวของเอเลน
พอหมดเรื่องการฝึก เขาก็หวนนึกไปถึงเรื่องของไททัน และสาบานอย่างมุ่งมั่นว่าจะต้องกำจัดพวกมันให้หมดไปจากโลกนี้
จากนั้นเด็กหนุ่มก็คิดถึงเพื่อนทหารรุ่นเดียวกัน
จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับกำแพงเขตทรอสต์ คงไม่มีใครเข้าร่วมกับหน่วยสำรวจอีกต่อไป
เอเลนเปิดปากหาวน้อยๆขณะนึกถึงมิคาสะกับอาร์มิน ป่านนี้ทั้งสองคนจะเป็นยังไงกันบ้าง
คิดพลางอ้าปากหาวอีกครั้งและผล็อยหลับไปโดยไม่รู้ตัว
*/*/*/*/*/*

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น