2
คำถามที่ไร้คำตอบ
การมาของฮันซี่
ดูจะเป็นเรื่องที่น่าเบื่อหน่ายอย่างที่สุดของหน่วยพิเศษ
พอเอเลนเอ่ยปากถามเรื่องการทดลองไททัน รีไวจึงลุกจากที่นั่งเป็นคนแรก
จากนั้นลูกน้องทั้งสี่ก็เดินตามกันไปเป็นหาง พอทุกคนพ้นจากห้องไปแล้ว
หัวหน้าหมู่ผู้แสนฉลาดก็หย่อนตัวลงนั่ง และเริ่มเล่าเรื่องราวของไททันสองตัวที่เธอจับได้
หนำซ้ำยังตั้งชื่อให้พวกมันเสียด้วย ซึ่งก็คือ ซอร์นนี่ กับบีน
โดยให้เหตุผลว่ามันเป็นชื่อของฆาตกรที่กินเนื้อมนุษย์ด้วยกันเป็นอาหาร
รวมถึงอธิบายขั้นตอนและวิธีการทดสอบประสาทสัมผัส
และข้อสงสัยในเรื่องที่ว่าจริงหรือไม่ที่เหล่าไททันจะเคลื่อนไหวได้อย่างคล่องแคล่วเฉพาะเวลากลางวัน
ตลอดคืนวันนั้นเธอพูดถึงการทดลองให้เอเลนฟังอย่างกระตือรือร้น
ไปจนกระทั่งถึงตอนเช้า
รุ่งขึ้นขณะที่กำลังจะสาธยายเรื่องราวของไททันต่อ
ทหารคนสนิทของฮันซี่ก็วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาในห้องพร้อมกับตะโกนบอกด้วยน้ำเสียงตระหนกว่า
ไททันที่จับได้ทั้งสองตัว ถูกกำจัดไปแล้ว พอได้ยินดังนั้น ฮันซี่ก็ผลุนผลันออกจากปราสาทมุ่งหน้ากลับเข้าไปในเมืองอันเป็นสถานที่กักขังไททันไว้
โดยมีหน่วยพิเศษทุกคนรวมทั้งเอเลนควบม้าตามไปด้วย เมื่อไปถึงทุกคนจึงพบว่า
ทั้งซอร์นนี่และบีน กำลังสลายตัวจนเหลือแต่โครงกระดูก ควันสีขาวอันเป็นไอน้ำที่เกิดจากการระเหิดของผิวเนื้อลอยคละคลุ้งไปจนทั่ว
สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ฮันซี่เสียใจแทบคลั่ง เธอกรีดเสียงร้องเรียกชื่อไททันทั้งสองอย่างโหยหวนราวกับคนเสียสติ
“ดูสิ หัวหน้าหมู่ฮันซี่สติแตกไปแล้ว”
ออรูโอ้เปรยขึ้นมาเหมือนเป็นเชิงเยาะ
แม้จะรู้ดีว่าคนพูดไม่ได้มีเจตนาดังกล่าวแต่เพตร้าก็อดโมโหไม่ได้
จึงแกล้งอัดศอกเข้าที่ซี่โครงของเพื่อนร่วมทีมอย่างแรงไปหนึ่งครั้งโดยไม่พูดจาโต้ตอบคำใดออกมา
ส่วนเอลโด้กับกุนเทอร์ซึ่งไม่ได้สนใจคนทั้งสองนักได้ตั้งข้อสังเกตกันอย่างเงียบๆ
“ดูเหมือนคนร้ายจะแอบเข้ามาตอนเช้าช่วงเปลี่ยนเวร
จากนั้นก็ใช้เครื่องเคลื่อนย้ายสามมิติหนีไป”
กุนเทอร์กวาดตามองไปรอบๆอย่างใช้ความคิดพลางพยักหน้ารับเหมือนเห็นด้วยพร้อมกับกล่าวเสริม
“บางทีคนร้ายอาจมีมากกว่าหนึ่งคน
แต่เขาจะทำแบบนี้ไปทำไม”
“คงเกลียดพวกไททัน” เอลโด้พูดและส่ายหน้าช้าๆ
“แต่บ้าหรือเปล่า ฆ่าตัวทดลองไปแบบนี้ก็เท่ากับว่าเราไม่ได้อะไรเลย
แล้วเราจะเอาชนะพวกมันกันได้ยังไง”
เอเลนยืนฟังคนทั้งสองสนทนากันอย่างเงียบๆ
ใจหนึ่งรู้สึกยินดีที่เห็นไททันอันน่าชิงชังนอนตายอยู่ตรงหน้า แต่อีกใจเขาไม่เห็นด้วยกับเรื่องที่เกิดขึ้นเท่าใดนัก
เพราะหากหน่วยสำรวจเรียนรู้เรื่องราวต่างๆของเจ้าสิ่งมีชีวิตอันน่ารังเกียจนี้ได้มากเท่าใด
อิสระของมวลมนุษย์ก็คงจะอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม
คำถามที่ผุดขึ้นในใจของเด็กหนุ่มก็คือ คนที่ลงมือฆ่าซอร์นนี่กับบีนเป็นใคร
และทำแบบนี้ไปเพื่ออะไร
ช่วงที่กำลังจมอยู่ในความคิด เสียงเรียบเย็นของรีไวก็ดังขึ้นข้างตัว
“ปล่อยที่เหลือให้เป็นหน้าที่ของพวกสารวัตรทหารเถอะ”
พูดจบก็หมุนตัวเดินออกจากตรงนั้นด้วยสีหน้าเหมือนไม่สนใจในสิ่งที่เกิดขึ้นเท่าใดนัก
เอเลนมองตามด้วยความฉงนแต่ก็ไม่ได้แปลกใจอะไร เพราะพอจะรู้นิสัยของชายคนนี้ว่า
หากไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวข้องกับงานของตัวเองแล้ว
เขาจะไม่สอดมือเข้ามายุ่งอย่างเด็ดขาด
ดวงตาเลื่อนกลับไปมองซากซอร์นนี่กับบีนอีกครั้ง และกวาดมองไปทั่วๆ
สีหน้าของทหารจากหน่วยสำรวจทุกคนล้วนแล้วแต่เคร่งเครียดเพราะภารกิจที่อุตส่าห์ลงแรงกันมาต้องสูญสลายไปในพริบตา
ต่างจากคนของกองสารวัตรทหารที่กำลังยืนทำหน้าที่แสดงออกอย่างเห็นได้ชัดถึงความโล่งใจ
คนพวกนี้ไม่ต้องการยุ่งเกี่ยวกับไททัน
และคงรู้สึกสบายใจที่พวกมันถูกกำจัดลงไปได้ เอเลนนึกและถอนใจออกมาเบาๆ
กระนั้นก็ยังอดคิดไม่ได้ว่า หากซากที่อยู่ตรงหน้าเป็นตัวเขาเองล่ะ คนเหล่านี้จะรู้สึกยังไง
กับไททัน พวกเขาคงไม่รู้สึกอะไรมากนัก แต่กับเขา มนุษย์ที่กลายร่างเป็นไททัน
ทุกคนคงสะใจหรือไม่ก็โล่งอก ที่ตัวประหลาดซึ่งหลุดหลงเข้ามาอยู่ภายในกำแพง
ดำรงชีพกับฝูงชนมานานนับสิบปี ถูกกำจัดลงไปได้
ตอนที่เอเลนกำลังปล่อยความคิดให้ไหลไปกับความวิตกกังวลอันฟุ้งซ่านอยู่นั้นเอง
มือใหญ่หนาของใครบางคนก็วางลงบนไหล่ ยังไม่ทันได้หันไปมอง เสียงทุ้มหนักของเอลวิน
ก็ดังอยู่ข้างหู
“เธอเห็นอะไรบ้างหรือเปล่า”
เป็นคำถามแบบจู่โจมโดยไม่ทันได้ตั้งตัว
เอเลนยืนอึ้งด้วยความงงงัน กระนั้นผบ.หน่วยสำรวจก็ยังคงป้อนคำถามต่อ
“คิดว่าใครคือศัตรู”
ถามด้วยสีหน้าจริงจังจนน่ากลัว
แต่แล้วเอลวินกลับอมยิ้มน้อยๆพร้อมกับบีบไหล่เด็กหนุ่มค่อนข้างแรง “ขอโทษ
อย่าใส่ใจเลย”
พูดจบก็เดินตามรีไวออกไปจากบริเวณนั้น
เอเลนยืนมองแผ่นหลังกว้างใหญ่ที่กำลังห่างออกไปอย่างงุนงง เหตุใดผบ.เอลวิน
จึงถามแบบนั้น หรือเขาพอจะรู้แล้วว่า ใครเป็นคนลงมือ
เมื่อไททันทั้งสองโดนกำจัด
ก็ไม่มีความจำเป็นที่หน่วยพิเศษจะต้องอยู่ในเมืองอีกต่อไป
กุนเทอร์รับคำสั่งจากรีไวให้พาเอเลนกลับไปยังปราสาทส่วนตัวเขาเอง
เอลวินและฮันซี่จำต้องอยู่ในเมืองเพื่อรายงานสิ่งที่เกิดขึ้นกับผู้บัญชาการระดับสูง
อีกทั้งยังต้องค้นหาอีกว่า ใครเป็นคนลงมือ โดยเจาะจงไปที่ทหารฝึกใหม่รุ่น 104 ทุกคน
ด้านเอเลนเมื่อกลับไปยังปราสาทแล้ว
สิ่งแรกที่ทำคือ ดูแลม้าทุกตัว จากนั้นจึงลงมือทำความสะอาดพื้นที่โดยรอบ
ไล่ตั้งแต่พื้นไปจนถึงยอดปราสาท เสร็จแล้วก็เข้าโรงครัวเพื่อช่วยเพตร้าเตรียมมื้อค่ำสำหรับทุกคน
หลังอาหาร
ทั้งหมดนั่งพูดคุยถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นในห้องพักผ่อนอยู่ครู่ใหญ่จึงแยกย้ายกันกลับห้อง
แต่เอเลนกลับนั่งอิดออดไม่ยอมลุกตามคนอื่นจนเพตร้าต้องหันมาถามด้วยความสงสัย
“ยังไม่ง่วงหรือเอเลน”
“ครับ” เด็กหนุ่มตอบแล้วนั่งคอตกพร้อมกับทำหน้าเหมือนตอนที่คุยกับเธอในครั้งแรก
หญิงสาวจึงเข้าใจในทันทีว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่
“ฉันนั่งคุยเป็นเพื่อนก่อนก็ได้”
พูดพลางเดินไปหยิบกาน้ำชามาเติมในถ้วยของเอเลนและตัวเอง
จากนั้นก็หย่อนตัวนั่งบนเก้าอี้ด้านตรงกันข้าม
พอเห็นเด็กหนุ่มสั่นศีรษะเธอจึงรีบพูด
“ไม่ต้องเกรงใจหรอก ฉันเองก็ยังไม่ง่วงเหมือนกัน”
เอเลนอ้าปากเหมือนจะพูดอะไรสักอย่างแต่กลับเปลี่ยนใจเป็นพยักหน้าหน้าน้อยๆพร้อมกับพูดด้วยเสียงที่ไม่ดังนัก
“ขอบคุณครับ”
“ไม่จำเป็นต้องมาขอบคุณอะไรหรอก
บางทีฉันก็อยากหาคนคุยด้วย” เพตร้าพูดด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม เอเลนเลิกคิ้วด้วยความแปลกใจ
“พวกคุณไม่ได้คุยกันหรอกหรือครับ”
“ถ้าหมายถึงพูดจาเล่นหัวกัน ไม่ค่อยมีหรอก
ก็อย่างที่รู้หน่วยของเราต้องฝึกความพร้อมกันอยู่ตลอดเวลา
ทุกคนเลยดูเครียดกันไปหมด” เพตร้าตอบอย่างอารมณ์ดีพลางหมุนถ้วยชาเล่น
“ถึงทุกคนจะดูเคร่งขรึมจริงจังและชอบปั้นหน้าเป็นเสือยิ้มยาก พวกเขาก็เป็นคนใจดีนะ
กุนเทอร์ออกจะดุไปสักหน่อยเพราะเขาต้องรับผิดชอบทุกอย่างในหน่วยพิเศษของเรารองจากหัวหน้ารีไว
แต่ตอนวันหยุด เขาเป็นคนคุยสนุกมากเลย แถมยังทำขนมเก่งอีกด้วย”
เอเลนทำตาโตเหมือนไม่อยากจะเชื่อกับสิ่งที่ได้ยิน
เพราะกุนเทอร์ดูเป็นคนนิ่ง และหนักแน่นเกินกว่าจะทำอะไรละเอียดอ่อนจำพวกขนมได้
“เหลือเชื่อ”
“ใช่ไหมล่ะ
ตอนแรกฉันเองก็ไม่อยากจะเชื่อเหมือนกัน จนเห็นเขาอบขนมในโรงครัวนั่นแหละ
เอาไว้วันไหนว่างจากการฝึกแล้วฉันจะบอกให้เขาทำให้กิน”
เพตร้าพูดพร้อมกับอ้าปากหาว เธอรีบยกมือขึ้นปิดและออกตัวอย่างอายๆ
“อ๊ะ ขอโทษ”
“ผมต่างหากครับที่ต้องพูดคำนั้น”
เอเลนรีบตอบด้วยความเกรงใจ “คุณเพตร้าเหนื่อยมาทั้งวัน ไปพักผ่อนก่อนดีกว่าครับ”
“แต่...”
“ผมไม่เป็นไรหรอกครับ” เอเลนพูดพร้อมกับลุกขึ้น
เพราะรู้ดีว่าหากเขายังคงนั่งอยู่ตรงนั้น เพตร้าก็ไม่มีทางเข้านอนแน่ๆ
ส่วนหญิงสาวพอเห็นเด็กหนุ่มลุก เธอก็รีบลุกตาม
“ฉันจะไปส่งเธอที่ห้อง”
“อย่าดีกว่าครับ....”
เอเลนรีบปฏิเสธแต่ต้องหยุดคำพูดไว้แค่นั้นเมื่อนึกขึ้นได้ว่าเป็นหน้าที่ของหน่วยพิเศษที่จะต้องคอยควบคุมดูแลเขาอย่างใกล้ชิด
รวมถึงการล่ามตรวนทั้งมือและขาของเขาในช่วงเข้านอน
ที่คืนแรกรอดพ้นจากการจองจำไปได้ก็เพราะฮันซี่อยู่ด้วย แต่สำหรับคืนนี้
เด็กหนุ่มคงต้องก้มหน้ายอมรับการพันธนาการอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
“งั้นก็ได้ครับ”
พูดจบก็เดินคอตกนำหน้าออกไป
เพตร้าจึงถือตะเกียงเดินตาม ตอนแรกเธอตั้งใจจะชวนเด็กหนุ่มพูดคุยเพื่อจะได้ลดความวิตกกังวลแต่พอเห็นสีหน้าผิดหวังอย่างรุนแรงของอีกฝ่ายแล้ว
หญิงสาวกลับนึกเรื่องที่จะพูดไม่ออกขึ้นมาเสียเฉยๆ สิ่งที่หลุดจากปากจึงมีแค่เพียง
“อย่าคิดมาก”
“ครับ” เอเลนรับคำสั้นๆ
จากนั้นก็ไม่พูดอะไรอีกเลย ทั้งสองเดินกันอย่างเงียบๆไปตามขั้นบันได ลงไปทีละขั้นจนกระทั่งถึงห้อง
หรือถ้าจะเรียกให้ถูกก็คือ คุกใต้ดิน จะดีกว่าก็ตรงรีไวสั่งให้กุนเทอร์กับเอลโด้
ย้ายเตียงจากห้องชั้นบนลงมายังชั้นล่างเพื่อที่คนถูกขังจะได้นอนสบายกว่าตอนอยู่ในที่จองจำของกองสารวัตรทหาร
ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้ทำให้เอเลนรู้สึกดีขึ้นมาเลยแม้แต่น้อย
ความที่ไม่อยากโดนกักขังอีกแล้ว
เด็กหนุ่มจึงยืนเก้กังไม่ยอมเข้าไปในห้อง เพตร้าเองก็พอจะเข้าใจความรู้สึกของเอเลน
จึงเปรยขึ้นมาพอให้อีกฝ่ายได้ยิน
“จะขึ้นไปนั่งเล่นก่อนไหม”
“ยังไงก็ต้องกลับลงมาที่นี่อยู่ดีครับ”
เอเลนตอบและถอนใจออกมาเบาๆก่อนจะหันมาส่งยิ้มให้ “ลงมือได้เลยครับคุณเพตร้า”
พูดจบก็เดินไปนอนบนเตียงและกางแขนทั้งสองข้างออกเพื่อรอการจองจำ
เพตร้าถือตรวนยืนมองเด็กหนุ่มสลับกับประตูห้องขังและเลื่อนสายตามองแสงจันทร์ที่ส่องผ่านช่องแสงเล็กๆเหนือศีรษะเข้ามานิ่งอยู่ครู่หนึ่งจึงส่ายหน้า
“อยู่ใต้ดินอย่างนี้
ต่อให้เธอเป็นไททันขึ้นมาก็ไม่มีทางทำอะไรได้อยู่แล้ว”
เอเลนมองเพตร้าด้วยความรู้สึกคาดไม่ถึงว่า
หนึ่งในผู้ที่ได้รับมอบหมายให้คอยจับตาดูพฤติกรรมของเขาจะมีจิตใจเมตตาและมีความอ่อนโยนเช่นนี้
เพราะหากเป็นหัวหน้ารีไวแล้ว คงลงมือล่ามทั้งมือและขาของเขาตั้งแต่ยังไม่ทันเอนหลังลงนอนเลยด้วยซ้ำ
“เพื่อให้แน่ใจว่าเจ้าเด็กเหลือขอนี่จะไม่มีวันทำอย่างนั้น
เราถึงต้องล่ามเขาไว้ก่อนไง”
เสียงเรียบเย็นของคนที่กำลังคิดถึงดังมาจากประตูห้อง
เพตร้าสะดุ้งสุดตัวและหันไปส่งยิ้มแห้งให้คนพูดทันที
“หัวหน้ารีไว”
อีกฝ่ายมองเธอแวบหนึ่งก่อนเลื่อนสายตาไปที่เอเลน เด็กหนุ่มส่งยิ้มแห้งให้เขาอย่างเสียไม่ได้
“หัวหน้ารีไว มาได้ยังไงครับเนี่ย”
ที่ถามออกไปแบบนั้นเพราะนึกไม่ถึงว่าอีกฝ่ายที่น่าจะวุ่นอยู่กับภารกิจในเมืองจะย้อนกลับมายังปราสาทในเวลาดึกดื่นเช่นนี้
รีไวไม่ตอบแต่กลับหงายมือข้างหนึ่งยื่นออกไปหาเพตร้า
“ฉันจัดการเอง”
หญิงสาวยอมส่งตรวนให้หัวหน้าโดยดีและรีบกล่าวคำขอโทษก่อนเดินก้มหน้าออกจากห้อง
แต่ก็ยังไม่วายหันมาส่งยิ้มเหมือนให้กำลังใจกับเอเลนก่อนไป
ฝ่ายรีไวพอเห็นลูกน้องของตัวเองพ้นไปจากที่นั่นแล้วจึงหันไปทำตาวาวกับคนที่นั่งอยู่บนเตียง
“อย่าทำตัวมีปัญหา
ไม่งั้นฉันจะเอาโซ่มัดแกไว้กับเตียง”
“ผมไม่ได้..”
“นอนนิ่งๆ ฉันไม่อยากให้ไอ้เหล็กบ้านี้งับลงไปที่เนื้อของแก” พูดพลางสวมปลอกโลหะลงไปที่ข้อเท้าของเอเลนและออกแรงกดเพื่อให้สลักเข้าที่ “ถึงจะรักษาตัวเองได้ ฉันก็ไม่ชอบที่จะให้แกต้องเจ็บตัวอย่างไร้ประโยชน์”
“นอนนิ่งๆ ฉันไม่อยากให้ไอ้เหล็กบ้านี้งับลงไปที่เนื้อของแก” พูดพลางสวมปลอกโลหะลงไปที่ข้อเท้าของเอเลนและออกแรงกดเพื่อให้สลักเข้าที่ “ถึงจะรักษาตัวเองได้ ฉันก็ไม่ชอบที่จะให้แกต้องเจ็บตัวอย่างไร้ประโยชน์”
พอเสร็จจากการพันธนาการส่วนขา
รีไวก็ขยับตัวเองมาด้านบนและฉวยข้อมือของเอเลนขึ้นมา
พิจารณาจากนั้นก็พ่นลมหายใจออกมาเบาๆ
“ข้อมือเล็กอย่างกับผู้หญิง”
เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่เดาไม่ออกว่าให้ความรู้สึกเช่นใด
เยาะเย้ยถากถาง ทึ่งหรือสมเพช แต่ที่แน่ๆ พอพูดจบรีไวก็สวมกำไลเหล็กรอบข้อมือของเด็กหนุ่มและกดล็อคให้เข้าที่เหมือนที่ทำกับขาทั้งสองข้าง
จากนั้นก็ลองขยับไปมาสองสามครั้งเพื่อให้แน่ใจว่ามันจะไม่มีทางหลุดออกมา
“ฉันเคยเจอพวกไททันมามาก
รู้ดีว่าถ้าเกิดแกแปลงร่างขึ้นมาจริงๆ ไอ้เหล็กขี้ปะติ๋วแค่นี้เอาไม่อยู่หรอก” หัวหน้าทหารร่างเล็กพูดและจ้องเอเลนด้วยดวงตาที่ฉายประกายลุกวาวจนน่ากลัว
“ทางเดียวที่จะหยุดแกเอาไว้ได้มีแค่ฉันกับเจ้านี่เท่านั้น”
เขาเคาะกล่องโลหะบรรจุใบมีดข้างเอวเบาๆ
“เพราะฉะนั้นขอให้ใจเย็น
ตั้งสติเอาไว้ให้ดี อย่าได้เผลอแปลงร่างหรือสร้างเรื่องอะไรให้ฉันต้องรำคาญใจอย่างเด็ดขาด”
“แต่ผมไม่”
เอเลนทำท่าจะแย้งแต่ต้องหยุดคำพูดไว้แค่นั้นเมื่อรีไวยื่นมือมากำรอบคอเขาเอาไว้และโน้มตัวลงมา
“พรุ่งนี้เรามีเรื่องต้องทำอีกมาก
นอนได้แล้วเอเลน”
*/*/*/*/*/*

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น