3
วันแรกของการฝึกกับหน่วยพิเศษ
แม้จะถูกล่ามทั้งมือและขา แต่เพราะเตียงที่ค่อนข้างนุ่มกับผ้าห่มผืนหนาทำให้เอเลนหลับสบายตลอดทั้งคืน
และสะดุ้งตื่นอีกครั้งตอนที่ได้ยินเสียงโลหะกระทบกัน
พอลืมตามองจึงพบว่ามันเป็นเสียงจากพวงกุญแจที่รีไวกำลังไขเพื่อเปิดห้องขัง
“อรุณสวัสดิ์ครับหัวหน้ารีไว”
เด็กหนุ่มรีบดันตัวลุกขึ้นนั่งพร้อมกับกล่าวทักทายอย่างสุภาพ
แต่อีกฝ่ายไม่ตอบอะไรกลับมาสักคำ ดวงตาสีเทามองคนบนเตียงแวบหนึ่งเหมือนจะตรวจดูว่าร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงไปบ้างหรือเปล่า
เมื่อเห็นว่าไม่มีอะไรผิดปรกติ
หัวหน้าทหารหน้าตายก็ดึงกุญแจอีกดอกมาไขตรวนทั้งข้อมือและข้อเท้า
พอปลดพันธนาการออกแล้ว เขาก็หันไปมองหน้าเอเลนตรงๆพร้อมกับถาม
“หลับสบายดีไหม”
น้ำเสียงราบเรียบปราศจากอารมณ์เหมือนที่เคยทำเป็นประจำ
เด็กหนุ่มชะงักมือที่กำลังนวดรอยช้ำตรงข้อแขนของตัวเองและรีบตอบทันที
“ครับ ขอบคุณมากครับที่กรุณาเปลี่ยนเตียงให้ผม”
น้ำเสียงเต็มไปด้วยความจริงจังจนรีไวต้องมุ่นคิ้วเล็กน้อย
แต่พอเห็นดวงตากับสีหน้าที่ใสซื่อบริสุทธิ์ของอีกฝ่ายแล้ว
เขาจึงรู้ว่ามันเป็นคำพูดที่กล่าวออกมาจากใจจริง
มิใช่คำประชดประชันหรือเป็นการกล่าวเพื่อประจบประแจงแต่อย่างใด
“งั้นก็ดี แกจะได้มีแรงสำหรับการฝึกในวันนี้”
หัวหน้าทหารร่างเล็กพูดและหมุนตัวเดินออกจากห้อง
เอเลนรีบโดดลงจากเตียงวิ่งตาม ปากยังคงพูดไม่หยุด
“ยอดเลย ผมจะตั้งใจทำทุกอย่างตามที่หัวหน้าสั่ง
เพื่อจะได้ร่วมขบวนออกไปสำรวจนอกกำแพงเร็วๆ ว่าแต่วันนี้ผมต้องทำอะไรบ้างหรือครับ”
ปิดท้ายประโยคด้วยคำถามและหยุดค้างไว้แค่นั้น
เพราะเมื่อมาถึงยังด้านบนและก้าวออกจากปราสาท
เอเลนก็พบว่าทั่วบริเวณยังถูกปกคลุมด้วยความมืด
แต่แสงสีทองรำไรที่ฉายอยู่ตรงเส้นขอบฟ้าแสดงให้เห็นว่ามันกำลังจะย่างเข้าสู่วันใหม่ในอีกไม่นาน
“ตอนนี้ทุกคนยังไม่ตื่น
แต่ที่ปลุกแกขึ้นมาก่อนเพราะฉันต้องเข้าเมือง” รีไวพูดพลางเดินพลางตรงไปยังคอกม้า
ซึ่งเอเลนพบว่าม้าประจำตัวของเขาถูกผูกอานเอาไว้เรียบร้อยแล้ว
“แกไปเตรียมอาหารเช้าสำหรับทุกคน
เสร็จแล้วทำความสะอาดคอกม้า ถอนหญ้าที่ขึ้นบนลานหินนี่ให้หมด
ทุกอย่างต้องเสร็จก่อนเที่ยง เพราะพอจัดการธุระเสร็จฉันจะพาแกออกไปฝึกลาดตระเวน”
หัวหน้าทหารมองเด็กหนุ่มเขม็ง “คิดว่าทำได้ไหม”
“ได้ครับ” เอเลนรับคำอย่างหนักแน่น รีไวจ้องอีกฝ่ายแน่วนิ่งด้วยดวงตาที่แข็งกร้าว
พอเห็นเด็กหนุ่มไม่ยอมก้มหน้าลงหลบซ้ำยังมองกลับมาด้วยแววตาที่มุ่งมั่น
ท่าทางที่ดูเคร่งขรึมก็ผ่อนคลายลงเล็กน้อยอย่างพอใจ
“งั้นก็ดี”
พูดสั้นๆก่อนกระโดดขึ้นไปบนหลังม้าและควบออกจากที่นั่นโดยไม่กล่าวลาหรือออกคำสั่งใดอีกเลย
เอเลนยืนรอจนกระทั่งรีไวพ้นไปจากบริเวณปราสาท
จากนั้นก็ตรงไปยังห้องครัว
ติดไฟต้มน้ำเพื่อชงชาและเตรียมทำมื้อเช้าแบบง่ายๆซึ่งเป็นซุปมันฝรั่งกับขนมปัง
ระหว่างนั้นก็ทำความสะอาดห้องครัวไปด้วย ช่วงลำเลียงจานชามไปวางเรียงไว้บนโต๊ะ
เพตร้าซึ่งตื่นก่อนคนอื่นได้ก้าวเข้ามาในครัว
พอเห็นเอเลนกำลังก้มหน้าก้มตาเตรียมอาหารอยู่ตามลำพังเธอก็เบิกตากว้างด้วยความแปลกใจ
“เธอมาทำอะไรที่นี่น่ะเอเลน”
เด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองพร้อมกับส่งยิ้มให้
“เตรียมอาหารเช้าให้พวกคุณไงครับ”
“แล้วเธอหลุดออกมาได้ยังไง”
หญิงสาวชะงักคำพูดเหมือนนึกขึ้นได้ว่า ไม่ควรถามแบบนั้น
“เอ้อ..ฉันหมายถึงใครเป็นคนบอกให้เธอทำแบบนี้”
เด็กหนุ่มคนซุปในหม้อช้าๆ
เขารู้ดีว่าเพตร้ากำลังสงสัยว่าเขาหลุดจากตรวนและออกจากห้องขังในคุกใต้ดินได้อย่างไร
“หัวหน้ารีไวเป็นคนปล่อยผมครับ”
เอเลนตอบด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม พลางวางทัพพีและหันไปรินน้ำร้อนใส่กาน้ำชา ปากก็อธิบาย
“หัวหน้ามีงานด่วนต้องรีบเข้าเมืองเลยให้ผมออกจากห้องตั้งแต่เช้า
แล้วบอกให้ผมทำอาหารไว้รอพวกคุณ จากนั้นก็ให้ไปทำความสะอาดคอกม้า ถอนหญ้าหน้าปราสาท
พอสั่งงานเสร็จก็ไปเลย แต่เห็นว่าจะกลับมาอีกทีช่วงเที่ยงเพื่อฝึกลาดตระเวน”
กลิ่นชาหอมฟุ้งไปทั่วห้อง
เอเลนยกกาน้ำชารินใส่ถ้วยแล้วเลื่อนส่งให้เพตร้า
“ดื่มชาก่อนครับ”
“ขอบใจ” หญิงสาวพูดและยกชาขึ้นดื่ม
กลิ่นหอมกับรสชาติอันกลมกล่อมของมันทำให้เธอรู้สึกกระชุ่มกระชวยขึ้นมาในทันที
“สดชื่นจัง ไม่ยักรู้ว่าเอเลนจะชงชาได้เก่งแบบนี้”
“แค่จำคนอื่นมาเท่านั้นเองครับ” เด็กหนุ่มตอบอายๆ
พลางย้อนคิดถึงตอนอยู่ในกองทหารฝึกหัด ผู้ทำหน้าที่ชงชาเป็นประจำคือ มิคาสะ
แน่นอนว่าวิธีทำของเธอนั้น มาจากคลาร่า มารดาของเขาเอง เมื่อคิดถึงตรงนี้แล้วหัวใจของเอเลนก็กระตุกวาบเหมือนเต้นผิดจังหวะ
ภาพสุดท้ายของแม่ที่กำลังถูกไททันกินหวนกลับเข้ามาอีกครั้ง
เขากำหมัดแน่นด้วยความรู้สึกทั้งเศร้าและแค้นใจ
เด็กหนุ่มรีบสะบัดหน้าแรงๆเพื่อไล่ภาพดังกล่าวออกไปทันที
“เป็นอะไรหรือเปล่า เอเลน” เพตร้าถามด้วยความแปลกใจ
ที่จู่ๆเด็กหนุ่มหยุดพูด ยืนนิ่งและทำหน้าตาน่ากลัวราวกับโกรธแค้นอะไรบางอย่าง
เอเลนรีบฉีกยิ้มพร้อมกับรีบตอบเพื่อกลบเกลื่อน
“ผมกำลังทบทวนคำสั่งของหัวหน้ารีไวอยู่น่ะครับ”
เพตร้าหัวเราะออกมาเบาๆ
“ไม่ต้องเคร่งเครียดถึงขนาดนั้นก็ได้ ถึงหัวหน้ารีไวจะเป็นคนดุ
แต่ก็ไม่ได้เจ้าระเบียบอะไรมากนัก แค่ทำตามทุกอย่างที่เขาสั่ง
ระมัดระวังเรื่องความสะอาดให้มากหน่อยเท่านั้นก็พอ”
“ถึงอย่างนั้นผมก็ไม่อยากให้มีข้อบกพร่อง
เพราะถ้าได้ออกไปนอกกำแพง เรื่องผิดพลาดเพียงเล็กน้อยอาจทำให้คนจำนวนมากต้องเสี่ยงไปด้วย”
เอเลนให้เหตุผลตามที่ตนเองคิด เพตร้าอมยิ้มน้อยๆ
“เธอนี่มีความคิดสมกับเป็นคนในหน่วยสำรวจจริงๆ”
หญิงสาวกล่าวชมและหยุดคำพูดไว้แค่นั้นเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าและเสียงพูดคุยดังใกล้เข้ามา
“ทุกคนมากันแล้ว ฉันจะจัดการเรื่องซุป เธอไปเตรียมชากับขนมปัง
เพราะขืนชักช้ามีหวังได้ฟังออรูโอ้บ่นจนหูชาแน่”
มื้อเช้าผ่านไปอย่างสนุกสนาน
เพราะทุกคนต่างแปลกใจที่รู้ว่าเอเลนเป็นคนจัดการเรื่องอาหารทั้งหมด
จะมีก็แต่ออรูโอ้เท่านั้นที่คอยเหน็บแนมอยู่ตลอดเวลา
ซึ่งก็ถูกเอลโด้หรือกุนเทอร์ขัดคออยู่เสมอ
จัดการทำความสะอาดล้างถ้วยชามเสร็จ ทั้งหมดต่างแยกย้ายกันไปทำงานตามหน้าที่
เอเลนเดินถือไม้กวาดกับถังน้ำไปทำความสะอาดคอกม้า
จากนั้นก็ถอนหญ้าบริเวณลานกว้างหน้าปราสาท เก็บกวาดใบไม้แห้งที่ตกเกลื่อนโดยรอบ
เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยดีแล้วทุกคนก็เริ่มนั่งพัก
โดยออรูโอ้กับเพตร้าแยกไปนั่งต่อปากต่อคำกันอยู่แถวห้องครัว ส่วนกุนเทอร์กับเอลโด้
นั่งดื่มน้ำอยู่ที่บันไดหินใกล้คอกม้า
“เมื่อวานทางกองสารวัตรทหารตรวจอุปกรณ์เคลื่อนที่สามมิติของทหารฝึกใหม่ทุกคนแล้ว
แต่ไม่พบบุคคลต้องสงสัย”
กุนเทอร์เปิดประเด็นสนทนาด้วยเรื่องของไททันสองตัว
ซอร์นนี่ กับบีน ที่ถูกฆ่าตายอย่างปริศนา เอลโด้หมุนกระบอกน้ำในมืออย่างครุ่นคิด
“หรือคนลงมือจะเป็นทหารในสังกัดกองกำลังรักษาการณ์
กับกองสารวัตรทหาร”
“เรื่องนั้นฉันเองก็ไม่รู้ แต่ที่แน่ๆ
คือไม่ใช่ฝีมือของเด็กใหม่พวกนั้น” กุนเทอร์ตอบ เอลโด้ส่ายหน้าอย่างขัดใจ
“สรุปก็คือ พวกเราจับมือใครดมไม่ได้เลยสักคน” เขานิ่วหน้านิ่งคิด
“จริงสิ ดูเหมือนวันนี้จะมีการคัดเลือกทหารเข้าประจำการตามหน่วยต่างๆ
นายคิดว่าจะมีคนเข้ามาอยู่ในหน่วยสำรวจสักกี่คน”
“ฉันไม่อยากคิด” กุนเทอร์ตอบ
“บางทีคราวนี้อาจไม่มีเลยสักคนก็ได้” เขาหยุดคำพูดไว้แค่นั้นก่อนจะหันไปทางเอเลนที่กำลังให้อาหารม้า
“มีเพื่อนที่คิดจะเข้าหน่วยสำรวจบ้างหรือเปล่า เอเลน”
“มีครับ” เด็กหนุ่มตอบและชะงักคำพูดค้างพลางถอนใจ
“ไม่สิ บางทีตอนนี้พวกเขาอาจไม่มาแล้วก็ได้”
“ทำไมล่ะ” เอลโด้ถาม
เอเลนลูบม้าตัวหนึ่งเบาๆก่อนตอบไม่เต็มเสียงนัก
“ผมคิดว่าพวกเขาน่าจะยังกลัวเรื่องที่ไททันบุกเข้ามาในเขตทรอสต์อยู่ครับ
คุณก็รู้นี่ครับว่าเจ้าพวกนี้น่ะมันกินคนยังไง”
คำพูดของเด็กหนุ่มทำให้ทั้งสองคนนั่งนิ่ง
ทันใดนั้นเองสายตาของกุนเทอร์ก็เห็นอะไรบางอย่างกำลังเคลื่อนที่เข้ามาอย่างรวดเร็ว
ไม่จำเป็นต้องบอกก็รู้ว่าคนผู้นั้นเป็นใคร เขารีบวางถ้วยน้ำและผุดลุกขึ้นทันที
“ทำความเคารพ!”
เอลโด้ปฏิบัติตามโดยอัตโนมัติส่วนเอเลนรีบวางถังไม้และวิ่งเข้ามาจรดกำปั้นไว้กลางอกเพื่อแสดงความเคารพ
“สวัสดีครับหัวหน้ารีไว”
ตอนแรกเด็กหนุ่มคิดจะวิ่งไปเอาน้ำมาให้
เพราะรู้ดีว่าหัวหน้าต้องเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางระยะไกลแน่ แต่พอเห็นดวงตาคมกริบจ้องตรงมายังเขาก่อนเลื่อนผ่านไป
เอเลนจึงจำต้องยืนนิ่ง ส่วนรีไวมองผู้ใต้บังคับบัญชาทุกคนก่อนจะออกคำสั่ง
“เราจะฝึกการลาดตระเวน”
เขาเลื่อนตาไปทางเด็กหนุ่ม “ฟังนะเอเลน แกห้ามช้ากว่าม้าสองตัวหลัง
อย่าลืมว่าฉันกำลังจับตามองแกอยู่”
พูดจบก็บังคับม้าออกไปยืนรอตรงปากทาง พอเอเลน
เอลโด้กับกุนเทอร์ขี่ม้าตามมาสมทบแล้ว ทั้งหมดก็เดินทางออกจากปราสาท
มุ่งหน้าไปยังจุดที่ถูกกำหนดให้เป็นที่สำหรับการลาดตระเวน
การฝึกในวันแรก มีเพียงรีไว เอเลน
กุนเทอร์กับเอลโด้เท่านั้น ส่วนเพตร้าและออรูโอ้ ได้รับคำสั่งให้ประจำการอยู่กับป้อม
ทั้งสี่ควบม้าผ่านทุ่งหญ้าโล่งไปจนถึงป่าสนยักษ์
และวิ่งทะลุออกไปอีกด้านกระทั่งถึงเนินเขาลูกหนึ่ง แม้จะเป็นการขี่ม้าด้วยความเร็ว
แต่การรักษาตำแหน่งกลับเป็นไปอย่างคงที่ ไม่มีการคลาดเคลื่อน โดยหัวหน้ารีไวเป็นคนนำ
ตามด้วยเอเลน ส่วนกุนเทอร์และเอลโด้คอยระวังหลัง
และให้คำแนะนำเรื่องวิธีสังเกตสิ่งรอบตัวกับเด็กหนุ่มไปจนเกือบตลอดทาง
หลายครั้งที่รีไวชำเลืองตามองข้ามไหล่ของตนเองไปยังด้านหลังและพบว่าเอเลนกำลังเรียนรู้สิ่งที่กุนเทอร์กับเอลโด้สอนอย่างตั้งอกตั้งใจ
สิ่งที่สร้างความประทับใจให้กับเขาเป็นอย่างมากคือ สีหน้าที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นของเด็กหนุ่ม
แน่นอนว่ามันไม่ใช่เรื่องประหลาด เพราะเท่าที่ผ่านมา
มีคนหนุ่มสาวไฟแรงและเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นมาเข้าร่วมกับหน่วยสำรวจเป็นจำนวนไม่น้อย
แต่ความรู้สึกดังกล่าวจะค่อยๆลดน้อยถอยลงเมื่อได้เผชิญหน้ากับไททัน หลายคนถึงกับถอดใจลาออกจากหน่วยสำรวจ
และมีเป็นจำนวนมากที่จบชีวิตลงระหว่างการเดินทางออกนอกกำแพง
สิ่งเดียวที่ทำให้เอเลนแตกต่างไปจากคนพวกนั้นก็คือ
ดวงตาสีเขียวมรกตที่ฉายความเด็ดเดี่ยว ความตั้งใจอย่างแรงกล้า
และด้วยดวงตาคู่นี้เองที่ทำให้รีไวตัดสินใจรับเด็กหนุ่มเข้าหน่วยพิเศษของเขาเอง
ช่วงพัก
กุนเทอร์ได้บอกแผนการสำรวจครั้งต่อไปให้เอเลนฟังอย่างคร่าวๆ
ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นรูปแบบการเคลื่อนทัพที่ผบ.เอลวินคิดค้นขึ้นมาใหม่
ในตอนแรกเด็กหนุ่มยังไม่ค่อยเข้าใจเท่าใดนัก แต่พอซักถามและฟังคำอธิบายซ้ำอีกครั้ง
สีหน้าที่ดูขึ้งเครียดก็ค่อยๆคลายลงอันเป็นเครื่องหมายแสดงให้เห็นว่า
เขาพอจะเข้าใจบ้าง แม้จะไม่มากนักก็ตาม
ใบหน้าที่เริ่มผ่อนคลายของเอเลนทำให้รีไวที่ยืนกอดอกมองอยู่ห่างๆเริ่มบังเกิดความรู้สึกบางอย่างขึ้นมา
ซึ่งตัวเขาเองก็บอกไม่ถูกเหมือนกันว่ามันเป็นความรู้สึกอะไร จะว่าพอใจก็ไม่เชิงนัก
ชอบยิ่งเป็นไปไม่ได้ เพราะนับตั้งแต่ลืมตาดูโลก นอกจากเพื่อนสองคนที่จากไปตอนเข้าร่วมกับหน่วยสำรวจใหม่ๆ
เขาก็ไม่คิดที่จะให้ความสนิทสนมกับผู้ใดอีก แล้วทำไมจู่ๆเขาถึงได้เกิดสนใจเจ้าเด็กหน้าตาบ้องแบ๊วเหมือนผู้หญิงคนนี้ขึ้นมา
คิดพลางมุ่นคิ้วอย่างนึกฉงนพร้อมกับหาเหตุผลให้กับตัวเอง
อาจเป็นเพราะเขาต้องคอยจับตาดูพฤติกรรมของเจ้าเด็กเหลือขอคนนี้
เลยเกิดความรู้สึกประหลาดขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้
พอหาผลสรุปได้ รีไวก็หันไปมองท้องฟ้าที่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงอมส้ม
ฝูงนกเริ่มบินกลับสู่รวงรังเป็นสัญญาณเตือนให้รู้ว่า อีกไม่นานดวงอาทิตย์ก็จะลาลับขอบฟ้า
เขาจึงเบนสายตากลับไปยังลูกน้อง
“กลับกันได้แล้ว”
ทุกคนต่างรีบขึ้นม้าและควบกลับไปตามเส้นทางเดิม
มุ่งหน้าสู่ปราสาทอันเป็นศูนย์บัญชาการ
เพราะไม่ต้องเคร่งครัดเรื่องการฝึกประกอบกับความเร็วในการเดินทางที่มีมากกว่าตอนขามา
ทั้งหมดจึงสู่ที่หมายก่อนตะวันตกดิน
เย็นวันนั้นหน่วยพิเศษต่างอิ่มอร่อยกับเมนูพิเศษ
สตูว์นกเป็ดน้ำ ที่ออรูโอ้หามาได้
สำหรับคนอื่นอาจไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรนักแต่กับเอเลนแล้วไม่ใช่ เพราะนับตั้งแต่ไททันทำลายกำแพงมาเรียและบุกเข้ามาในดินแดนด้านใน
มนุษย์ต้องสูญเสียพื้นที่ในการเพาะปลูกรวมถึงฟาร์มสัตว์ต่างๆ
ทำให้อาหารประเภทเนื้อเป็นของหายาก ราคาแพง พอเข้ากองทหารฝึกหัด
เขาเคยลิ้มรสอาหารที่มีส่วนประกอบของเนื้อสัตว์เพียงแค่สามครั้ง
ซึ่งหากนับรวมกันแล้วคงไม่เกินห้าชิ้น
ความอร่อยของเนื้อทำให้เอเลนเผลอกินสตูว์ไปถึงสองชาม
ท่ามกลางคำพูดถากถางของออรูโอ้ที่สุดท้ายก็ต้องหยุดเมื่อสบกับสายตาของรีไว
เมื่อมื้อค่ำเสร็จสิ้นลงทั้งหมดก็นั่งดื่มชาและสนทนากันเหมือนเช่นเคย
โดยหัวข้อส่วนใหญ่ที่พูดถึงในวันนี้เป็นแผนการสำรวจที่จะมีในอีก 30 วัน
และเรื่องราวการสืบสวนหาคนร้ายที่ลงมือฆ่าซอร์นนี่กับบีน
หลายครั้งที่การพูดคุยวกกลับมาที่เอเลน
โดยเริ่มจากคำถามที่ว่าเหตุใดเขาจึงสามารถแปลงร่างเป็นไททันได้
แล้วทำไมก่อนหน้านั้นจึงไม่รู้
รวมถึงจะทำอย่างไรถ้าช่วงที่เด็กหนุ่มอยู่ในร่างของยักษ์ร้ายแล้วเกิดสติแตกทำร้ายคนรอบตัว
“แหม เด็กอ่อนโยนอย่างเอเลนคงไม่ทำแบบนั้นหรอก”
เพตร้าขัดขึ้นมากลางคัน แต่รีไวกลับส่ายหน้า
“เขาเคยทำมาแล้ว”
ดวงตาเรียวสีเทาเข้มตวัดไปทางเอเลน “กับเพื่อนสนิทเสียด้วย”
“จริงเหรอ
แล้วถ้าเกิดเขากลายร่างเป็นไททันแล้วความจำเสื่อมเหมือนครั้งก่อน
พวกเรามิโดนจับกินกันหมดเหรอ” ออรูโอ้พูดด้วยสีหน้าหวาดหวั่น เอลโด้กลับสั่นศีรษะ
“เขาคงไม่แปลงกายง่ายๆแบบนั้นหรอก ใช่ไหมเอเลน”
ประโยคสุดท้ายหันไปทางเด็กหนุ่ม เอเลนเม้มปากน้อยๆก่อนพยักหน้ารับ
“ติดว่าอย่างนั้นครับ”
“คิดว่า....งั้นเรอะ” ออรูโอ้ร้องและหันไปทางรีไว
“ขนาดเจ้าตัวเองยังไม่รู้แล้วเราจะแน่ใจได้ยังไงกันครับว่าหมอนี่จะไม่....”
“เขาไม่ทำหรอก”
รีไวพูดเสียงเรียบก่อนทอดสายตามองไปยังคนที่นั่งตรงกันข้าม
อีกด้านหนึ่งของปลายโต๊ะ “ใช่ไหม เจ้าเด็กเหลือขอ”
ถ้าเป็นคนอื่น เอเลนคงตอบอย่างไม่มั่นใจนัก
แต่กับหัวหน้ารีไวแล้ว เขากลับรู้สึกว่าไม่ควรปล่อยคำพูดพล่อยๆออกมา
“ไม่แน่นอนครับ”
“งั้นก็ดี” รีไวพูดพลางยกชาขึ้นดื่ม
“เพราะฉันยังไม่อยากฟังยายแว่นโรคจิตบ่นเรื่องการกำจัดตัวอย่างทดลองที่เหลืออยู่โดยไม่จำเป็น”
ทุกคนต่างเงียบกริบ
เพราะรู้ดีว่าหัวหน้าของตนไม่ได้พูดเล่น พอไม่มีใครกล้าเอ่ยปาก
รีไวจึงวางถ้วยชาและกล่าวตัดบท
“วันนี้ทุกคนเหนื่อยกันมามาก ไปพักได้แล้ว
พรุ่งนี้เราต้องออกไปลาดตะเวนอีกครั้งและทบทวนเรื่องการเคลื่อนทัพแบบใหม่จนกว่าจะเข้าใจ
ส่วนแก”
เขาหันไปทางเอเลน “ไปกับฉัน”
“ไปไหนหรือครับ” เอเลนพาซื่อถาม
รีไวจ้องหน้าเขาอย่างนึกฉุน
“ขึ้นไปดูพระจันทร์บนดาดฟ้ากันสองต่อสองมั้ง”
เขาประชดด้วยความรำคาญ และยิ่งหงุดหงิดมากขึ้นเมื่อเห็นเด็กหนุ่มทำหน้าจ๋อย “เอ้า!จะนั่งทำหน้าโง่ไปถึงเมื่อไหร่
ย้ายก้นสวยๆของแกออกจากเก้าอี้ แล้วลงไปห้องใต้ดินได้แล้ว เอเลน”
แม้จะยังไม่ง่วง
และไม่เต็มใจเท่าใดนักแต่เด็กหนุ่มจำต้องปฏิบัติตามคำสั่ง เพราะหากทำตัวดื้อดึง
คำพูดครั้งต่อไปอาจเป็นกำปั้นหรือฝ่าเท้าของหัวหน้าร่างเตี้ย
ซึ่งเขาเคยโดนมาแล้วครั้งหนึ่งและซาบซึ้งดีว่ามันสร้างความเจ็บปวดได้มากกว่าหมัดของแจนกับไรเนอร์รวมกัน
แถมยังหนักกว่าลูกเตะของแอนนี่เป็นร้อยเท่าอีกต่างหาก
ทั้งคู่เดินลงไปตามบันไดอย่างระมัดระวัง
โดยเอเลนเป็นคนเดินนำหน้า ส่วนรีไวถือตะเกียงเดินตามหลัง เมื่อถึงห้องใต้ดิน
เขาก็ไขประตูและผลักมันให้เปิดออกจากนั้นจึงหันมาทางเด็กหนุ่ม
พอเห็นท่าทางเก้กังเหมือนลังเล ไม่อยากเข้าไปแล้ว รีไวจึงพูดเสียงห้วน
“จะยืนรอบัตรเชิญหรือยังไง เข้าไปเสียทีสิ”
“ค...ครับ” เอเลนรับคำด้วยเสียงที่แทบจะไม่หลุดจากลำคอ
พอนั่งลงบนเตียงแล้ว กลิ่นโลหะผสมสนิมก็ลอยมากระทบจมูก
เขาขยับตัวไปมาด้วยความรู้สึกอึดอัดก่อนจะหันไปส่งสายตาอ้อนวอนต่อรีไว
“ผมขอนั่งแบบนี้อีกสักนิดจะได้ไหมครับ”
“เพื่ออะไร
ในเมื่อสุดท้ายแล้วแกก็ต้องโดนล่ามอยู่ดี” หัวหน้าร่างเตี้ยกล่าวด้วยน้ำเสียงมะนาวไม่มีน้ำ
“เอ้า!อย่ามัวแต่โอ้เอ้
นอนลงได้แล้ว หรือจะต้องให้ฉันใช้กำลังบังคับ”
“ม...ไม่ต้องก็ได้ครับ”
เด็กหนุ่มรีบปฏิเสธจนลิ้นแทบจะพันกันและเอนตัวลงนอนเหยียดยาว
ดวงตาสีเขียวมองรีไวที่กำลังก้มหน้าก้มตาสวมตรวนที่ข้อเท้าทั้งสองข้าง พอรู้ว่าตัวเองกำลังโดนจ้อง
เขาก็คว้าข้อมือของเอเลนกดลงกับที่นอนและถามเสียงห้วน
“มองอะไร”
“เปล่าครับ”
เด็กหนุ่มพูดเสียงอ่อยแต่อีกฝ่ายไม่เชื่อเลยสักนิด
เขาบีบข้อมือของเอเลนแรงขึ้นพร้อมกับโน้มตัวลงไป
“ลืมไปแล้วหรือยังไงว่า ฉันมีหน้าที่จับตาดูพฤติกรรมของแกทุกฝีก้าว
และการล่ามนี่คืออีกหนึ่งเงื่อนไขที่ฉันต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัด”
พูดพลางสวมกำไลโลหะลงบนข้อมือของเอเลนและกดสลักเสียงดังกริ๊ก
จากนั้นก็เลื่อนมือไปหยิบตรวนอีกอันขึ้นมา
“ที่นี่ คำสั่งของฉันคือกฎ เมื่อฉันบอกให้วิ่ง
แกก็ต้องวิ่ง บอกให้นอน แกก็ต้องนอน อย่ามาทำเป็นอวดดีกับฉันเป็นอันขาด”
เขากดสลักโลหะอันสุดท้ายลงที่ข้อมือและลุกขึ้นหยิบผ้าห่มมาคลุมตัวให้
จากนั้นจึงหยิบตะเกียงเดินไปที่ประตู พอล็อคกุญแจแล้วดวงตาสีเทาของรีไวก็มองลอดผ่านซี่โลหะเข้ามาและจับจ้องมองคนบนเตียงนิ่งอยู่ครู่หนึ่งจึงกล่าวเบาๆก่อนจะเดินจากไป
“ราตรีสวัสดิ์ เอเลน”
*/*/*/*/*

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น