10
ตามรอยโจร
เสียงร้องของกาส่งผ่านช่องขนาดเล็กของห้องใต้ดินปลุกเอเลนให้ลืมตาขึ้น
ด้วยเสียงของมันทำให้เด็กหนุ่มรู้ว่ายามนี้คือเวลาใกล้รุ่งโดยไม่จำเป็นต้องเห็นแสงอาทิตย์
เขาเปิดปากหาวน้อยๆก่อนเลื่อนสายตาไปยังช่องแสงนอกกรงสูงขึ้นไปเหนือศีรษะพลางคิดคำนึงถึงใครบางคน
ที่ไม่ได้พบตั้งแต่เมื่อเย็นวาน
อันที่จริงหลังกุนเทอร์ล่ามตรวนแล้ว
เอเลนก็ไม่อาจข่มตาให้หลับลงได้เลยสักงีบ เขาคิดว่าคงเป็นเพราะความเครียดจากการฝึก
ซึ่งยิ่งนับวันจะเพิ่มความหนักหนาสาหัสยิ่งกว่าตอนเป็นนักเรียนทหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับหัวหน้ารีไวล์ที่ไม่เคยลังเลหรือยั้งมือเลยสักนิด
พอนึกถึงบุรุษผู้แข็งแกร่งคนนี้แล้ว หัวใจของเอเลนก็เต้นแรงขึ้นมาในทันที
ไม่ใช่การฝึกหรอกที่ทำให้เขานอนไม่หลับ
เด็กหนุ่มคิดพลางเหลือบตามองตรวนบนข้อมือทั้งสองข้าง
แม้กุนเทอร์จะล่ามเขาอย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้โลหะกระทบผิวเนื้อจนบาดเจ็บและอาจเป็นเหตุให้เด็กหนุ่มกลายร่างเป็นไททัน
การพูดคุยซึ่งแม้จะสุภาพ เอเลนก็ยังจับความกังวลที่เจืออยู่ในน้ำเสียงได้ กระทั่งการกระทำทุกอย่างที่พยายามให้ดูเหมือนเป็นการปฏิบัติระหว่างเพื่อนทหารด้วยกัน
ยังมีความหมางเมินอยู่กลายๆ ต่างจากพฤติกรรมของรีไวล์ราวฟ้ากับดิน
ลมหายใจถูกระบายออกมาเบาๆ
ตั้งแต่มาอยู่กับหน่วยสำรวจและได้เข้าร่วมกับหน่วยพิเศษ เขาถูกรีไวล์จับตามองตลอดเวลา
ซึ่งเด็กหนุ่มเข้าใจดีว่ามันเป็นการเฝ้าดูตามหน้าที่ แต่ก็แค่ตอนแรกเท่านั้น
เพราะหลังจากผ่านไปได้เพียงสองวัน สายตาของหัวหน้าก็เปลี่ยนไปจากเดิม
จากการจ้องอย่างเย็นชาและมาดร้าย มาเป็นการมองด้วยความเป็นห่วง
หลายครั้งที่เอเลนรู้สึกถึงความอบอุ่นฉายออกมาจากดวงตาสีเทาหม่น
ถึงจะแค่แวบเดียวเท่านั้น มันก็ทำให้เขาบังเกิดความสุขใจขึ้นมาได้อย่างประหลาด
ที่สำคัญคือ หัวหน้ารีไวล์มักมองเขาด้วยสายตาแบบนั้นทุกครั้ง ก่อนล่ามตรวน
ช่างเป็นการมองที่ชวนถวิลหาอย่างเหลือเกิน
เอเลนคิดพร้อมกับถอนใจออกมาอีกครั้ง
ที่นอนไม่หลับเพราะเขาเฝ้าคิดถึงแต่ดวงตาของหัวหน้า ไม่สิ! ไม่ใช่แค่ดวงตา
เขาคิดถึงทุกอย่างของรีไวล์ ไม่ว่าจะเป็นสัมผัสจากมือที่แข็งแรง
กลิ่นกายที่ทรงเสน่ห์สมชายชาตรีอันเย้ายวนชวนให้ร้อนวูบวาบไปทั้งตัว
กลิ่นของหัวหน้า
เด็กหนุ่มทวนสิ่งที่กำลังคิดด้วยใบหน้าร้อนผ่าว
หัวใจที่สงบลงเมื่อครู่เต้นแรงขึ้นอีกครั้งจนแทบหลุดออกจากอก
เขาสนใจเรื่องทำนองนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ ที่น่าแปลกก็คือ ทำไมต้องเฉพาะแต่รีไวล์เท่านั้น
ส่วนคนอื่นแม้จะเป็นผู้หญิงอย่างเพตร้า มิคาสะหรือแอนนี่ เขากลับไม่สนใจเลยสักนิด
ความคิดทั้งมวลต้องหยุดลงเมื่อมีเสียงรองเท้ากระทบบันไดหินดังใกล้เข้ามา
หากเป็นก่อนหน้านั้น เขาคงเฝ้ารอผู้ที่กำลังก้าวเข้ามาปลดตรวนด้วยใจจดจ่อ
แต่เพราะเช้าวันนี้ไม่ใช่หัวหน้ารีไวล์ พอมีเสียงกุญแจกระทบกรงขัง
เด็กหนุ่มจึงผงกหัวขึ้นเล็กน้อยพร้อมกับกล่าวคำทักทาย
“อรุณสวัสดิ์ครับคุณกุน...”คำพูดชะงักค้างเมื่อพบว่าผู้ก้าวเข้ามาไม่ใช่ชายหนุ่มผมดำร่างสูงโปร่ง
หากแต่เป็นสาวสวยเพียงหนึ่งเดียวของหน่วยพิเศษ “คุณเพตร้า?”
“อรุณสวัสดิ์จ้า เอเลน”
หญิงสาวเอ่ยทักด้วยน้ำเสียงร่าเริงพลางหยิบกุญแจดอกเล็กๆออกมาไขตรวน
พอเห็นสีหน้าของเด็กหนุ่ม เธอก็ยิ้มกว้าง “กุนเทอร์ออกไปลาดตระเวนกับเอลโด้น่ะ
ฉันเลยลงมาทำหน้าที่นี้แทน”
“งั้นหรือครับ”
เอเลนพูดและขยับตัวลุกนั่งพร้อมกับบีบข้อมือของตัวเองเบาๆเพื่อให้คลายความเมื่อยล้า
“เอ่อ...แล้วหัวหน้า”
“ยังอยู่ที่ศูนย์บัญชาการน่ะ”
เพตร้าพูด “ได้ยินว่าผบ.เอลวินเรียกประชุมเรื่องการออกสำรวจครั้งต่อไป
คงค่ำแหละกว่าจะเสร็จแต่ไม่ต้องเป็นห่วงไปหรอกนะเอเลน”
เธอเอียงหน้าน้อยๆพร้อมกับส่งยิ้มน่ารักอันเป็นเอกลักษณ์
“หัวหน้าสั่งงานให้เธอทำไว้เรียบร้อยแล้ว”
เอเลนขมวดคิ้วมุ่นด้วยความสงสัย
เพราะเมื่อวานนี้พอได้รับจดหมาย รีไวล์ก็เดินทางออกจากปราสาททันที
แล้วเพตร้ารู้ได้ยังไงว่าเขาสั่งงานอะไรไว้บ้าง
ดูเหมือนหญิงสาวจะเดาความคิดของเขาออก เพราะเธอรีบอธิบาย
“พลนำสารเอาจดหมายของหัวหน้ามาส่งให้เราตอนเย็น
ในนั้นมีคำสั่งให้พวกกุนเทอร์ออกลาดตระเวนส่วนเธอกับฉันประจำการอยู่ในปราสาทและทำความสะอาดตามจุดต่างๆที่ระบุมา”
พูดจบก็หมุนตัวเดินนำขึ้นไปยังชั้นบน
หลังจากอาบน้ำล้างหน้าตาและรับประทานมื้อเช้าแล้ว
เธอก็พาเอเลนไปหยุดยืนหน้าปราสาทพร้อมกับส่งอุปกรณ์ทำความสะอาดให้
“หัวหน้าสั่งไว้ว่าให้เธอจัดการห้องที่อยู่ด้านขวาให้เรียบร้อย
ตอนเย็นจะกลับมาตรวจ ถ้าไม่อยากโดนสั่งให้ทำอีกรอบละก็”
พูดพลางยื่นหน้าเข้าไปใกล้เด็กหนุ่ม “อย่าทำลวกๆนะจ๊ะ”
มือเรียวสวยตบบ่าเอเลนสองสามครั้งเหมือนให้กำลังใจก่อนจะเดินแยกตัวไปทำงานในส่วนของตัวเอง
ห้องด้านขวาที่เพตร้าบอก
อยู่อีกด้านหนึ่งของปราสาท เป็นห้องขนาดกลางจำนวนสามห้อง
ซึ่งน่าจะเอาไว้ใช้สำหรับรับรองแขกสำคัญยามที่เจ้าของปราสาทยังอยู่ในความรุ่งเรือง
ตอนแรกเอเลนคิดว่ามันคงฝุ่นหนาเตอะ
แต่พอเห็นสภาพจริงแล้วต้องโล่งใจเพราะดูเหมือนพวกเพตร้าจะทำความสะอาดคร่าวๆไว้แล้วตั้งแต่วันแรกที่มาถึง
กระนั้นมันก็ยังสกปรกอยู่ดี
ห่อหุ้มร่างกายของตัวเองด้วยการโพกผมกับคาดผ้าปิดจมูกกับปากแล้ว
เด็กหนุ่มจึงลงมือทำความสะอาดเริ่มจากตั้งปัดหยากไย่บนเพดาน เช็ดตู้ โต๊ะ เตียง
ขอบหน้าต่าง พอกวาดผงออกจากห้องแล้วก็ใช้ผ้าชุดน้ำบิดพอหมาดถูถึงสามรอบจนไม้ทุกชิ้นขึ้นเงามันวับ
พื้นก็ส่องประกายเป็นมันปลาบเหมือนเพิ่งสร้างขึ้นมาเมื่อวานนี้เอง
ใช้เวลาค่อนวันการทำความสะอาดห้องทั้งสามก็เสร็จสิ้น
เอเลนยืนมองผลงานของตัวเองอย่างภาคภูมิใจพลางวาดฝันไปว่าหากหัวหน้ารีไวล์มาเห็นและพอใจ
เขาอาจได้รับคำชมหรือรางวัลเล็กๆน้อยๆอย่างถูกลูบหัวด้วยความเอ็นดูก็เป็นได้
“เสร็จหรือยังจ๊ะเอเลน” เสียงใสของเพตร้าดังใกล้ตัวพอเห็นห้องที่สะอาดเอี่ยมเธอก็เบิกตาโตพร้อมกับอุทานออกมา
“สุดยอด สะอาดเหมือนหัวหน้ารีไวล์ลงมือทำเองเลย”
หญิงสาวพูดและหันไปส่งยิ้มให้
“เก่งมากเลยเอเลน แบบนี้หัวหน้าต้องพอใจแน่ๆ”
“ครับ”
เด็กหนุ่มรับคำเบาๆอย่างเขินอายก่อนจะมองห้องที่ตัวเองเพิ่งจัดการเสร็จด้วยความฉงน
“แต่ทำไมเราถึงต้องทำความสะอาดห้องพวกนี้ด้วยละครับ
ในเมื่อพวกคุณทุกคนก็มีห้องส่วนตัวกันอยู่แล้ว”
“เพราะศูนย์บัญชาการนี่คือบ้านยังไงล่ะจ๊ะ”
เพตร้าอธิบาย “และหัวหน้ารีไวล์ก็ไม่อยากให้บ้านของพวกเราสกปรกไปด้วยฝุ่น”
พูดพร้อมกับฉีกยิ้มกว้างอย่างภาคภูมิ ทำให้เอเลนสำนึกได้ในทันทีว่าเธอและรุ่นพี่ทุกคนรักหน่วยพิเศษรวมถึงหัวหน้ารีไวล์มากเพียงใด
“ครับ”
รับคำสั้นๆทั้งที่อยากพูดมากกว่านั้นแต่กลับนึกอะไรไม่ออก
เหมือนเพตร้าจะเข้าใจความรู้สึกของเด็กหนุ่มดี
เธอหันยุติการพูดลงเพียงแค่นั้นแต่กลับเอ่ยปากชวน
“ลงไปกินอาหารกลางวันกันเถอะ”
หญิงสาวเดินนำออกไปก่อน
เอเลนมองห้องที่สะอาดเอี่ยมอ่องอีกครั้งเหมือนจะตรวจให้แน่ใจว่าไม่มีสิ่งใดหลุดรอดสายตาก่อนหมุนตัวก้าวตาม
พอไปถึงห้องอาหารเขาก็พบว่าไม่มีใครเลยสักคน แม้แต่
ออรูโอ้ที่มักจะคอยป้วนเปี้ยนกวนประสาทก็พลอยหายไปด้วย
สิ่งเดียวที่อยู่บนโต๊ะกลางห้องคือชามซุปกับขนมปังสองก้อนที่เพตร้าเตรียมไว้ให้
“รุ่นพี่ออกไปลาดตระเวนกันหมดเลยหรือครับ”
เด็กหนุ่มถาม หญิงสาวผงกศีรษะ
“จ้ะ”
“ทำไม...” ตั้งใจจะถามว่าเพราะอะไรจึงไม่เรียกตนเองไปด้วยแต่เพตร้ากลับชิงพูดเสียก่อนเหมือนต้องการตัดบท
“เป็นคำสั่งของหัวหน้ารีไวล์น่ะ”
หากเป็นคนอื่น
ข้อสงสัยทั้งหมดคงมลายหายไปในทันทีเมื่อได้ยินชื่อของรีไวล์
แต่เอเลนกลับไม่เป็นเช่นนั้นเพราะเขายังคงซักด้วยความอยากรู้
“พอจะทราบไหมครับว่าทำไมหัวหน้าถึงสั่งแบบนั้น”
ที่กล้าเซ้าซี้เพราะคนที่อยู่ตรงหน้าคือเพตร้า
หากเป็นกุนเทอร์ เอลโด้หรือออรูโอ้แล้วเขาคงไม่กล้าทู่ซี้ซักถามซอกแซกแบบนี้แน่
ซึ่งก็เป็นไปตามที่คิดเพราะหญิงสาวหันมาส่งยิ้มให้
“หัวหน้ารีไวล์บอกว่าเมื่อวานนี้เธอโดนมาหนัก
เลยอยากให้พักผ่อน” เธอเอียงหน้าเล็กน้อย “อย่าหาว่าอย่างนั้นอย่างนี้เลยนะ
แต่ฉันอยากรู้จริงๆว่าหัวหน้าฝึกอะไรให้เธอ”
เอเลนหวนนึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวาน
ความเจ็บตอนที่โดนทุ่มยังคงฝังลึกอยู่ในแนวกระดูกสันหลัง ไล่ตลอดไปจนถึงปลายเท้า
เขานิ่วหน้าน้อยๆ
“ความแข็งแรงของร่างกาย
กับการต่อสู้ประชิดตัวครับ” เขาตอบด้วยใบหน้าที่แดงก่ำ
อาการตกประหม่ากับสีหน้าที่ฉายความพรั่นพรึงอยู่จางๆสร้างความขบขันจน
เพตร้าต้องเผลอหัวเราะออกมาเบาๆและรีบยกมือขึ้นมาปิดปากแทบไม่ทัน
“ขอโทษจ้ะ”
เธอพยายามกระแอมสองสามครั้งเพื่อกลบเกลื่อน “แต่เอเลนก็แข็งแกร่งนะ
เพราะขนาดโดนหัวหน้าฝีกตัวต่อตัวแล้วยังขี่ม้ากลับปราสาทไหว
ตอนเข้าหน่วยพิเศษใหม่ๆ แค่ถูกจับทุ่มสองสามครั้งพวกฉันเองยังแทบคลาน”
สิ่งที่ได้ยินทำให้เอเลนต้องเบิกตากว้างด้วยความแปลกใจ
“คุณเพตร้าก็ด้วยเหรอครับ”
“อื้อ” หญิงสาวรับคำพร้อมกับพยักพเยิดไปที่อาหารบนโต๊ะ
“อย่ามัวแต่คุยอยู่เลย รีบกินให้เสร็จจะได้ทำอย่างอื่นต่อ”
“ครับ”
เด็กหนุ่มรับคำอย่างว่าง่ายและก้มหน้าก้มตากินอาหารจนหมด
นั่งพักพอหายเหนื่อยแล้วเขาก็จัดการงานที่ได้รับมอบหมายซึ่งก็คือทำความสะอาดโถงส่วนกลางกับห้องสมุด
ตกเย็นทุกอย่างจึงเรียบร้อยทันรุ่นพี่ทั้งสามกลับเข้ามา
“สวัสดีครับคุณกุนเทอร์ คุณเอลโด้
คุณออรูโอ้” เอเลนเอ่ยทักเสียงใสเมื่อเห็นทุกคนเดินเรียงแถวเข้ามาในห้องอาหาร คนแรกพยักหน้ารับ
ในขณะที่คนที่สองรับคำเบาๆ ส่วนคนที่สามเบ้หน้าน้อยๆพร้อมกับตอบห้วนๆว่า เออ พอพวกเขานั่งลงแล้วเด็กหนุ่มรีบกุลีกุจอรินน้ำชาให้ปากก็ถาม
“วันนี้เป็นยังไงบ้างครับ”
“ก็เรื่อยๆ”
เอลโด้ตอบและดื่มชาเข้าไปอึกใหญ่จากนั้นก็มองเด็กหนุ่ม “แล้วนายล่ะ
จัดการงานที่หัวหน้าสั่งแล้วหรือยัง”
“ครบหมดทุกอย่างเลยครับ”
เอเลนตอบอย่างภาคภูมิใจ เพตร้าซึ่งกำลังง่วนอยู่กับการเตรียมอาหารจึงกล่าวเสริม
“เอเลนทำความสะอาดเก่งไม่แพ้หัวหน้ารีไวล์เลยล่ะ”
“เหลือเชื่อ
ทั้งที่วันแรกนายโดนสั่งให้ทำซ้ำตั้งสามรอบเนี่ยนะ” คราวนี้ออรูโอ้เป็นคนพูด
ตาจ้อง
เอเลนเหมือนไม่เชื่อฝีมือเท่าไหร่นัก
“เธอแอบช่วยเขาใช่ไหม เพตร้า”
ประโยคสุดท้ายหันไปถามหญิงสาว
คิ้วสวยขมวดเข้าหากันอย่างนึกฉุน
“อย่าคิดว่าคนอื่นเขาจะเหมือนตัวเองสิออรูโอ้”
เธอประชด “ลืมไปแล้วเหรอว่าตอนเข้าหน่วยใหม่ๆ
นายโดนหัวหน้าสั่งให้ถูห้องตั้งห้าครั้ง”
“นั่นเพราะฉันอยากทำเองต่างหาก”
ออรูโอ้กล่าวแก้ “แต่ใครจะไปเชื่อล่ะว่าไอ้เด็กปากยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมคนนี้จะทำงานละเอียดแบบนั้นได้”
เพตร้ากระแทกลมหายใจเฮือกใหญ่และหันไปจ้องหน้าอีกฝ่ายอย่างเอาเรื่อง
และคงต่อปากต่อคำกันอีกนานถ้ากุนเทอร์ไม่ตัดบท
“พอได้แล้วทั้งสองคน”
เขามองออรูโอ้ด้วยสายตาตำหนิก่อนเลื่อนไปทางเพตร้า วันนี้มีอะไรกินบ้าง เพตร้า”
หญิงสาวอยากบอกเหลือเกินว่าเป็นซุปลิ้นคนปากมาก
แต่เมื่อนึกได้ว่าทุกคนเพิ่งกลับมาจากการลาดตระเวนทั้งเหนื่อยและหิว
คงไม่เหมาะแน่หากยังคงขืนพูดจาหาเรื่องชวนทะเลาะกันต่อไป
“เหมือนเดิม ซุปมันฝรั่ง”
เธอตอบพลางใช้ช้อนชี้ไปที่ตะกร้าสานใบย่อมซึ่งมีผ้าขาวคลุมเอาไว้ “กับขนมปัง”
“น่าเบื่อชะมัด
รู้อย่างนี้ฉันล่าหมูป่าติดมือมาด้วยก็ดี” ออรูโอ้บ่นออกมาพอให้ทุกคนได้ยิน
กุนเทอร์ส่ายหน้าอย่างเอือมระอา
“นายก็รู้ว่าไม่ได้
อีกอย่างหมูป่ามันมากเกินไปสำหรับหกคน”
“ตอนนี้มีแค่ห้า
และฉันก็คิดว่าเจ้าเด็กเหลือขอจอมตะกละนั่นคงฟาดได้เกือบครึ่งตัว”
ออรูโอ้เถียงคำไม่ตกฟาก เอลโด้หันไปสบตากับกุนเทอร์ก่อนบอกเสียงเรียบ
“หกต่างหาก”
ดวงตาจ้องเขม็งผ่านออรูโอ้ไปทางด้านหลัง
การมองแบบนั้นทำให้อีกฝ่ายเย็นสันหลังวาบขนลุกซู่ไปทั้งตัว
“ต..ตอนนี้หัวหน้ายืนอยู่ข้างหลังฉันแล้วใช่ไหม”
ถามเสียงสั่น กุนเทอร์และเอลโด้พยักหน้าพร้อมกันอย่างเคร่งขรึม
เพตร้ารีบวางงานที่ตนเองกำลังทำและจัดแจงเตรียมชาทันที ส่วนเอเลนกลับยิ้มกว้างใจเต้นแรงจนแทบหลุดจากอก
ความปีติที่เห็นผู้ที่เขาคิดถึงทำให้เด็กหนุ่มหลุดปากเรียกเสียงดัง
“หัวหน้ารีไวล์”
พอได้ยินแบบนั้นหัวใจของออรูโอ้ก็ตกลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม
เขาพยายามแค่นกลืนน้ำลายซึ่งตอนนี้ดูเหมือนจะกลายเป็นก้อนกรวดไปแล้วลงคอ
และค่อยๆหันไปทางด้านหลัง พอเห็นดวงตาสีเทากำลังมองอย่างหงุดหงิดเท่านั้น
ใจที่ฝ่ออยู่แล้วก็ยิ่งแห้งเหี่ยวลงไปอีก
“ห...หัวหน้ารีไวล์”
เขาเอ่ยทักเสียงแห้งพร้อมกับฝืนยิ้ม “มาถึงตั้งแต่เมื่อไหร่กันครับ”
“ตั้งแต่แกคิดจะจับหมูป่า” รีไวล์ตอบเสียงกระด้างและเดินเนิบๆไปที่หัวโต๊ะ
พอหย่อนตัวลงนั่งเรียบร้อยแล้วก็หยิบชาที่เพตร้านำมาวางไว้ให้ขึ้นมาดื่มสองสามอึก
พอวางถ้วยลงดวงตาคมก็ตวัดไปที่
เอเลน
“แกทำงานที่ฉันสั่งไว้หรือเปล่า”
“ครับ” เด็กหนุ่มรับคำอย่างแข็งขัน
“ผมทำความสะอาดทุกห้องเสร็จเรียบร้อยหมดแล้วครับ”
คิ้วเรียวสีเข้มเลิกขึ้นเล็กน้อยอย่างแปลกใจ
“เดี๋ยวฉันจะไปดู
ถ้าเจอฝุ่นแม้แต่นิดเดียว คืนนี้แกไม่ได้นอนแน่” พูดจบก็หันไปทางกุนเทอร์
“การลาดตระเวนวันนี้เป็นยังไง”
“ปรกติดีทุกอย่างครับ”
กุนเทอร์ตอบและเตรียมจะสาธยายต่อแต่ต้องหยุดเมื่อรีไวล์ลุกขึ้น “จะไปไหนหรือครับ
หัวหน้า” หลุดปากถามอย่างนึกแปลกใจเพราะทุกครั้งต่อให้น่าเบื่อแค่ไหน รีไวล์มักจะนั่งฟังรายงานจนจบ
หัวหน้าทหารร่างเตี้ยชำเลืองตาไปทางเอเลนแวบหนึ่ง
“ฉันจะไปตรวจห้องที่เจ้าเด็กเหลือขอนั่นทำ”
“เอ่อ...” เอลโด้เอ่ยขึ้นอย่างลังเล
“หัวหน้าเพิ่งกลับมา น่าจะนั่งพัก กินอะไรสักหน่อยนะครับ”
ดวงตาสีเทาเลื่อนไปทางเพตร้าที่กำลังลำเลียงอาหารมาวางบนโต๊ะ
กลิ่นหอมของขนมปังอบใหม่ๆกับซุปมันฝรั่งลอยอบอวลไปทั่วห้อง
เชิญชวนให้ท้องของทุกคนต้องร้องอุทธรณ์ดังโครกคราก
“พวกนายกินกันไปก่อน” รีไวล์พูดเสียงเรียบก่อนก้าวออกจากห้อง
พอหัวหน้าคนสำคัญไม่อยู่แล้ว
ออรูโอ้ก็หันมาเล่นงานเอเลนทันที
“เพิ่งกลับมาเหนื่อยๆแทนที่จะได้พัก
หัวหน้ารีไวล์กลับต้องเสียเวลาออกไปตรวจงานไร้สาระพวกนั้น เพราะแกคนเดียวแท้ๆ
ไอ้เด็กเวร”
เอเลนไม่ได้กล่าวโต้ตอบ
เพราะส่วนลึกในใจแล้วเขาเองก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน
ทั้งที่ทำงานมาทั้งวันแถมยังต้องขี่ม้าเป็นระยะทางไกลเพื่อกลับมายังปราสาท
แทนที่จะนั่งพักรับประทานอาหารและพูดคุยกับลูกน้องให้หายเหนื่อย รีไวล์กลับออกไปตรวจว่าเด็กหนุ่มทำงานตามสั่งได้อย่างเรียบร้อยดีหรือไม่
คิดพลางมุ่นคิ้วอย่างกังวล ถ้าหัวหน้าเกิดไม่พอใจขึ้นมาล่ะ
เขามิต้องหอบอุปกรณ์ขึ้นไปทำความสะอาดอีกรอบอย่างนั้นหรือ
อันที่จริงแล้วเอเลนไม่ได้หนักใจกับเรื่องนี้เท่าใดนัก
เพราะตอนเป็นทหารฝึกหัดเขามักโดน คีธ ซาดิส หัวหน้าหน่วยสุดโหดแกล้งเรียกออกไปทำโน่นทำนี่ตอนดึกบ่อยๆ
โดยอ้างว่าเพื่อฝึกความพร้อมกับเหตุการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นอย่างไม่คาดฝัน
ตอนนี้เองก็เช่นกันคือต่อให้ต้องถ่างตาทำความสะอาดทั้งคืนเขาก็สามารถทำได้อย่างไม่มีปัญหา
แต่สิ่งที่เด็กหนุ่มเป็นห่วงก็คือ แทนที่หัวหน้ารีไวล์จะได้นอน กลับต้องมายืนเฝ้าจนกว่าการทำความสะอาดของเขาเป็นที่น่าพอใจ
คิดพลางนั่งคนซุปในชามด้วยหัวใจตุ้มต่อม
เด็กหนุ่มนึกภาวนาให้หัวหน้ารีไวล์ถูกใจกับความสะอาดของห้องทั้งสาม
ไม่ใช่เพราะไม่อยากทำซ้ำเป็นรอบสองหากแต่เป็นห่วง
ไม่ต้องการให้คนสำคัญของเขาต้องพลอยนอนดึกไปด้วย
“โฮ่ย เอเลน”
เสียงเรียบเย็นของคนที่กำลังคิดถึงดังมาจากประตู
เด็กหนุ่มสะดุ้งสุดตัวจนช้อนแทบหลุดจากมือ
“ครับ!”
เอเลนเอ่ยคำขานรับพร้อมกับเงยหน้าขึ้นมองชายตัวเตี้ยที่กำลังยืนบอกหน้าบุญไม่รับซึ่งตอนนี้เดินไปนั่งตรงหัวโต๊ะ
และขวัญหนีดีฝ่อกับดวงตาวาววับดุดันที่จ้องมองมาราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ
สมองเริ่มวุ่นวายกับคำแก้ตัวซึ่งน่าจะใช้ไม่ได้ผลกับความกังวลต่อสิ่งที่คิดเมื่อครู่
แต่พอได้ยินประโยคต่อมา ความหวาดกลัวทั้งหมดก็มลายหายไป
“ทำได้ไม่เลวนี่”
น้ำเสียงและสีหน้าพึงพอใจของรีไวล์ทำให้หัวใจของเอเลนพองคับอก
เขาเกือบจะกระโดดขึ้นไปยืนบนโต๊ะและร้องไชโยออกมาด้วยความดีใจแต่หากทำเช่นนั้นมีหวังโดนรุ่นพี่ตบหัวหลุด
เด็กหนุ่มจึงกดความลิงโลดเอาไว้ในอกก่อนยืดตัวขึ้นตอบเสียงดังฟังชัด
“ขอบคุณครับ”
เอเลนฉีกยิ้มกว้าง
ดวงตาสีเขียวที่กำลังเปล่งประกายวิบวับอย่างกระตือรือร้นมองรีไวล์ด้วยความหวังว่าจะได้รับคำชมมากกว่านั้น
แต่อีกฝ่ายกลับหยิบขนมปังที่เพตร้าจัดมาวางไว้ให้ขึ้นมาบิใส่ปาก
และก้มหน้าก้มตารับประทานมื้อเย็นเงียบโดยไม่พูดอะไร
พอเห็นแบบนั้นแล้วเด็กหนุ่มจึงถอนใจและหันกลับไปจัดการอาหารของตัวเองจนหมด
เมื่อทุกคนอิ่มกันหมดแล้วเขาก็ช่วยเพตร้าล้างถ้วยชาม
จากนั้นก็นั่งคุยกันซึ่งบทสนทนาส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องการสำรวจครั้งต่อ
ระหว่างที่พูดกันอยู่นั่นเองจู่ๆรีไวล์ก็โพล่งขึ้น
“ได้เวลานอนแล้ว เอเลน”
“เอ๋”
เด็กหนุ่มอุทานออกมาด้วยความแปลกใจ “แต่ผมยังไม่ง่วงนี่ครับ”
“เพราะแกยังไม่ง่วง คนอื่นก็ต้องไม่ง่วงอย่างนั้นหรือ”
ถามพร้อมกับมองด้วยดวงตาที่ทำให้ทุกคนนั่งตัวแข็ง “เลือกเอา จะลุกขึ้นเองหรือให้ฉันลากแกลงไป”
“ขอโทษครับ ผมจะไปเดี๋ยวนี้ครับ”
เอเลนพูดพร้อมกับรีบลุกขึ้นเดินฉับๆนำออกไป พอเห็นอีกฝ่ายพ้นจากห้องแล้ว รีไวล์จึงหันไปยังคนที่เหลือ
“รอที่นี่ก่อน เดี๋ยวฉันมา”
ชายหนุ่มเดินออกจากห้องทันทีเมื่อสั่งเสร็จ
จากนั้นก็เร่งเท้าก้าวตามเอเลนและพบว่าอีกฝ่ายกำลังยืนรออยู่ตรงช่องทางที่จะลงไปยังห้องใต้ดิน
พอเห็นรีไวล์เข้ามาใกล้
เอเลนก็ก้มหน้าหลบสายตาในขณะเดียวกันก็เบี่ยงตัวหลีกให้เขาลงไปก่อน ทั้งคู่เดินตามกันไปอย่างเงียบเชียบไม่มีการพูดจา
ไปได้ครึ่งทางเด็กหนุ่มตั้งท่าจะหาเรื่องพูดคุยเพื่อคลายความอึดอัด แต่พอเห็นคนตรงหน้าตรงดิ่งลงไปยังด้านล่างด้วยท่าทางที่ไม่สนสิ่งใดเลยแม้แต่น้อย
เขาจึงจำต้องปัดความคิดดังกล่าวทิ้ง
แต่ก็ได้ไม่นานเพราะพอนึกทบทวนว่าตั้งแต่กลับมา หัวหน้ารีไวล์ตีสีหน้าเหมือนคิดอะไรบางอย่างอยู่ตลอดเวลาแถมยังออกคำสั่งให้เขาเข้านอนเร็วกว่าทุกครั้ง
เอเลนพยายามคิดหาสาเหตุต่างๆนาๆ แต่ก็นึกไม่
ครั้นจะเอ่ยปากถามไปตามตรงก็กลัวจะโดนกำปั้นหรือฝ่าเท้ากลับมาแทนคำตอบ
หลังจากเดินไปด้วยกันครู่ใหญ่ ความอยากรู้ก็บังคับให้เด็กหนุ่มโพล่งถามออกมาอย่างอดไม่ได้
“เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือครับ”
“หือ?” รีไวล์ตอบรับในลำคอ
ตาชำเลืองผ่านข้ามไหล่ของตัวเองไปยังคนที่อยู่ข้างหลังก่อนตวัดกลับไปมองที่บันได้ตามเดิม
“ทำไมถึงถามแบบนั้น”
“วันนี้หัวหน้าดูเงียบกว่าทุกครั้ง”
“แล้วมันแปลกตรงไหน
ฉันก็เป็นอย่างนี้ทุกวันไม่ใช่เหรอ” ตอบด้วยน้ำเสียงปราศจากอารมณ์
คิ้วสวยของเอเลนมุ่นเข้าหากันขณะที่เจ้าตัวก้าวเข้าไปใกล้คนข้างหน้าอีกนิด
“แต่วันนี้มันผิดปรกตินี่ครับ ทุกทีหัวหน้าจะนั่งสั่งงานพวกรุ่นพี่และรอจนทุกคนเข้านอนถึงจะลงมาส่งผมข้างล่าง
เมื่อกี้นอกจากจะพาผมลงมาเร็วกว่าทุกวันแล้ว หัวหน้ายังสั่งให้พวกเขารออยู่ในห้อง
แสดงว่าจะต้องมีการประชุมอะไรกันอีกแน่ๆ ที่ผมอยากรู้คือ เรื่องอะไร
ร้ายแรงแค่ไหนและทำไมถึงไม่อยากให้ผมอยู่ด้วย”
คำถามนั่นทำให้รีไวล์หยุดชะงัก
และเอี้ยวตัวหันกลับมาจ้องเอเลนอย่างสนเท่ห์กึ่งรำคาญ
“พูดพอหรือยัง” เขาถามด้วยท่าทางที่ดูเหมือนจะหงุดหงิดขึ้นมาบ้างแล้ว
ถึงเอเลนจะกลัว แต่ก็ยังฝืนสูดลมหายใจเข้าเพื่อรวบรวมความกล้าก่อนย้อนคำถามกลับ
“ยังครับ จนกว่าผมจะทราบคำตอบ”
รีไวล์สบถออกมาเบาๆว่า “เชอะ”
ก่อนพูดต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ถ้าอยากรู้นักก็จะบอก ที่ให้เจ้าพวกนั้นรอ
เพราะฉันต้องสั่งสอนอะไรนิดหน่อย ซึ่งมันไม่ได้เกี่ยวอะไรกับแกเลยสักนิด”
ความพิโรธที่กำลังเต้นระริกอยู่ในดวงตาสีเทา
ทำให้เอเลนใจหายวูบ และสำนึกได้ในทันทีว่าถ้ายังไม่อยากโดนหัวหน้าจับล่ามโซ่ห้อยหัวไว้กับเพดานแล้ว
ควรยุติคำถามทั้งหมดไว้เพียงแค่นี้
“ครับ” เด็กหนุ่มรับคำเบาๆ “ผมเข้าใจแล้ว
ขอโทษครับที่ถาม”
รีไวล์ไม่พูดอะไรนอกจากยืนมองเอเลนนิ่ง
สีหน้าสลดกับท่าทางเงื่องหงอยของเด็กหนุ่มดูราวกับลูกสุนัขตัวน้อยแสนน่ารักจนคนเห็นอยากรวบเข้าไปกอด
มือข้างหนึ่งยื่นออกไปอย่างเผลอไผลพอรู้ตัวว่าคิดอะไร
ความร้อนก็เริ่มแผ่ซ่านไปทั่วใบหน้า
หัวหน้าทหารผู้แข็งแกร่งรีบชักมือกลับพร้อมกับตัดบทเสียงห้วน
“ช่างเถอะ นี่ก็ดึกมากแล้ว
แกควรรีบเข้านอน”
ชายหนุ่มหมุนตัวกลับจากนั้นก็เดินนำออกไปเหมือนเช่นตอนแรก
ส่วนเอเลนพอเห็นแบบนั้นก็รีบก้าวตามและไม่หลุดปากถามอะไรออกมาอีกเลย
เมื่อถึงห้องคุมขัง
หลังจากล่ามตรวนทั้งมือและขาเรียบร้อยแล้วรีไวล์ก็กลับขึ้นไปข้างบนโดยไม่พูดคุยหรือมองเด็กหนุ่มด้วยสายตาอันอบอุ่นเหมือนทุกครั้ง
ทิ้งให้เอเลนนอนน้ำตาไหลด้วยความน้อยใจ
ใจร้ายที่สุด ทั้งที่อุตส่าห์คิดถึง
กลับทำเป็นเฉยชาไม่ถามไถ่ทุกข์สุขกันเลยสักคำ
คนใจดำ !
เด็กหนุ่มตัดพ้ออย่างเจ็บปวดพลางปาดน้ำตา
เมื่อไม่สนใจกันแบบนี้ เขาเองก็จะตอบแทนด้วยการกระทำแบบเดียวกัน ต่อจากนี้นอกจากหน้าที่แล้ว
เขาจะไม่ใยดีหัวหน้ารีไวล์อีกต่อไป
*/*/*/*/*/*/*
ด้านรีไวล์หลังจากส่งเอเลนเข้านอนแล้ว
เขาก็เดินกลับขึ้นไปด้านบนด้วยหัวใจอันว้าวุ่น ทั้งที่คิดถึงเด็กหนุ่มใจแทบขาด
แต่พอพบหน้า แทนที่จะซักถามถึงความเป็นอยู่ เขากลับพูดถึงแต่เรื่องงานและไม่ยอมคุยเรื่องอื่นอีกเลย
และที่ไม่ยอมบอกเรื่องการตามล่าขบวนการลักลอบค้าเครื่องเคลื่อนย้ายสามมิติ
เพราะแม้เอเลนจะเคยจัดการพวกไททัน แต่กับมนุษย์ด้วยกันแล้ว
เด็กหนุ่มยังด้อยประสบการณ์ในการรับมือ ที่สำคัญคือเอเลนมักใช้อารมณ์ในการตัดสินใจซึ่งจะทำให้ทุกคนต้องตกอยู่ในอันตราย
อีกสิ่งที่รีไวล์กังวลคือ เส้นทางการหลบหนีของกลุ่มโจรที่อยู่ใกล้กับปราสาทของหน่วยพิเศษมาก
ในความรู้สึกของเขา เจ้าพวกขยะเหล่านั้นเปรียบเสมือนมดน่ารำคาญที่วิ่งไปมาอยู่บนปลายจมูก
แม้จะถูกบดขยี้ได้โดยง่ายแต่ในขณะเดียวกันหากเผลอเมื่อใดก็อาจถูกพวกมันแว้งกัดได้ทุกเวลา
และถ้าคิดสัญชาตญาณของตัวเองแล้ว รีไวล์คงเลือกวิธี กวาดล้างให้สิ้นซาก มากกว่า
แต่เพราะคำสั่งของเอลวินกับคำขอร้องของไนล์ เขาจึงจำต้องดำเนินการจับเป็น
ช่างเป็นการตัดสินใจที่ล่อแหลมต่อความตายสิ้นดี
รีไวล์คิดอย่างหงุดหงิด เพื่อไม่ให้ลูกน้องต้องเสี่ยง
เขาต้องวางแผนให้รัดกุมที่สุด พอก้าวเข้าไปในห้องอาหาร
หน่วยพิเศษทั้งสี่ก็รีบลุกขึ้นและแสดงความเคารพพร้อมกัน
“หัวหน้ารีไวล์!”
พอนั่งประจำที่เรียบร้อย
ทุกคนก็นั่งลง กุนเทอร์ซึ่งมีตำแหน่งอาวุโสกว่าจึงเอ่ยถาม
“มีอะไรหรือครับ หัวหน้า”
“ทางกองสารวัตรทหารมาขอให้พวกเราช่วยจับโจร”
รีไวล์ตอบสั้นๆ ลูกน้องทั้งสี่หันไปมองหน้ากันด้วยความแปลกใจ เพราะแต่ไหนแต่ไรมา
กองสารวัตรทหารกับหน่วยสำรวจเป็นไม้เบื่อไม้เมากันมาโดยตลอด
ถึงจะต้องทำงานด้วยกันในบางครั้ง ก็มักจะมีเรื่องให้ขัดแย้งกันเสมอ
“ทำไมเจ้าพวกนั้นถึงไม่ลงมือทำกันเอง”
ออรูโอ้หลุดปากออกมาด้วยสีหน้าที่ไม่ชอบใจนัก ต่างจากคนอื่นที่แม้จะไม่พอใจแต่ยังคงรักษาอาการให้ดูนิ่งเฉย
ไม่แสดงปฏิกิริยาใดออกมา รีไวล์จึงจำต้องตอบ
“เพราะโจรกลุ่มนี้รู้จักวิธีการทำงานของพวกกองสารวัตรทหาร
และเส้นทางที่พวกมันใช้อยู่ไม่ไกลจากศูนย์บัญชาการของพวกเรา”
“หัวหน้าหมายถึงถนนสายเก่าหรือเปล่าครับ”
เอลโด้ถาม “จะว่าไปวันนี้ตอนออกลาดตระเวน พวกเราเจอรอยเกวียนด้วย”
พูดพลางหันไปทางกุนเทอร์เหมือนต้องการคำยืนยัน
อีกฝ่ายพยักหน้ารับพร้อมกล่าวเสริม
“ผมลองตรวจดูแล้ว
รอยที่ว่านั่นจะเกิดขึ้นเมื่อสองหรือสามวันก่อน นึกสงสัยอยู่เหมือนกันว่าทางที่เก่าแถมไม่มีอะไรเลยแบบนี้ยังมีคนใช้อีกหรือ
ที่แท้ก็เป็นพวกโจรนี่เอง”
“พวกมันก่อคดีอะไรมาหรือคะ” คราวนี้เพตร้าเป็นคนถามด้วยความอยากรู้
รีไวล์กระแทกลมหายใจแรงๆก่อนตอบ
“ลักลอบค้าเครื่องเคลื่อนย้ายสามมิติที่ถูกขโมยออกมาจากกองสารวัตรทหาร”
เขาอธิบาย
“แน่นอนว่ามีนายทหารระดับสูงเป็นคนบงการอยู่เบื้องหลังและนั่นเป็นเหตุผลที่ตัวขี้เกียจพวกนั้นวิ่งมาขอความช่วยเหลือจากเรา”
“เฮอะ! ที่แท้กองสารวัตรทหารคิดจะรวบเจ้าพวกนั้นมาเค้นคอรีดชื่อตัวเป้งออกมาจากปาก”
ออรูโอ้พูดด้วยน้ำเสียงที่ไม่น่าฟังนัก แต่ทุกคนผงกศีรษะคล้ายเห็นด้วยกับความคิดนี้
“แต่เราไม่มีข้อมูลโจรพวกนี้เลยนี่ครับ”
กุนเทอร์พูด ดวงตาสีเทาของรีไวล์ตวัดไปจ้องเขาทันที
“ฉันถึงเรียกประชุมไงล่ะ” กล่าวพลางหยิบแผนที่ออกมาจากกระเป๋าเสื้อโยนลงไปบนโต๊ะ
“จากการสืบของไนล์ทำให้รู้ว่าพวกมันจะผ่านมาแถวนี้ในอีกสามวัน และเส้นทางที่โจรกลุ่มนี้ใช้
อยู่ห่างจากปราสาทของเราไม่มากนัก ปัญหาก็คือเขาไม่รู้ว่าพวกมันมีแหล่งกบดานอยู่ที่ไหน
ดังนั้นหน้าที่ของพวกเราก็คือคอยจับตามองและสะกดรอยตามโจรพวกนั้นไปจนถึงที่ซ่อนและส่งสัญญาณเรียกหน่วยสำรวจเข้าจับกุม”
“เอ๋?” กุนเทอร์อุทานเบาๆ “ทำไมพวกกองสารวัตรทหารไม่เข้ามาจัดการเองละครับ”
“เพราะฉันจะเป็นคนสอบปากคำพวกมัน” รีไวล์ตอบเสียงกระด้าง
“ดังนั้นนับแต่วันพรุ่งนี้ พวกแกทั้งสี่ต้องสลับกันออกไปลาดตระเวนแถวถนนสายเก่า และรีบแจ้งฉันทันทีที่เจอ”
หน่วยพิเศษทั้งสี่รับคำสั่งพร้อมกันอย่างปราศจากข้อกังขา
แต่ออรูโอ้กลับเอ่ยปากถามด้วยความสงสัย เพราะจากที่ได้ยิน รีไวล์สั่งให้พวกเขาออกลาดตระเวนแค่สี่คนเท่านั้น
ไม่มีการกล่าวถึงเอเลนเลยแม้แต่คำเดียว
“แล้วเจ้าเด็กเหลือขอนั่นละครับ”
“หมอนั่นยังเด็กเกินไป” รีไวล์ตอบสั้นๆและลุกขึ้น
“กุนเทอร์ เอลโด้ นายสองคนออกลาดตระเวนเป็นชุดแรก ส่วนออรูโอ้กับเพตร้า ออกตรวจวันต่อไป”
“รับทราบ!” ทั้งสี่ลุกขึ้นจรดกำปั้นไว้ตรงหน้าอกพร้อมกับกล่าวรับคำอย่างแข็งขัน
รีไวล์มองลูกน้องไล่ไปทีละคนด้วยสายตาที่แสดงถึงความพอใจ
“ไปพักผ่อนกันได้” เขาพูดทิ้งท้ายก่อนจะเดินกลับไปยังห้องของตัวเอง
*/*/*/*/*/*

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น